เรียกร้องให้ติดฉลากอาหารจีเอ็มโอในประเทศไทย

เรื่องราว - เมษายน 18, 2544
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2544 นางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า "ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พิจารณากฎหมายติดฉลากอาหารจีเอ็มโอให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน" โดยที่ น.พ.วิชัย โชควิวัฒน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากล่าวว่าจะพิจารณากฎหมายติดฉลากโดยอิงร่างกฎเกณฑ์ของโคเด็กซ์เป็นหลัก และจะประกาศบังคับใช้ได้ภายในสิ้นปี 2544

ขณะนี้ อย. ได้นำเสนอร่างกฎหมายบังคับติดฉลากอาหารจีเอ็มโอที่หละหลวม โดยยินยอมให้มีปริมาณการปนเปื้อนสูงถึงร้อยละ 5 และหากส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์นั้นมีปริมาณไม่เกินร้อยละ 5 ของส่วนประกอบทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องติดฉลากถึงแม้จะใช้วัตถุดิบจีเอ็มโอและสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นสินค้าจำนวนมากที่ใช้วัตถุดิบจีเอ็มโอไม่จำเป็นต้องติดฉลาก ซึ่งอ้างอิงจากกฎหมายติดฉลากของประเทศญี่ปุ่นบางส่วน แตกต่างกันตรงที่ประเทศไทยไม่ยินยอมให้ติดฉลากปลอดจีเอ็มโอและไม่ได้กำหนดในข้อบังคับว่าหากยังไม่มีการประเมินความปลอดภัยในประเทศก่อนจะยังคงไม่อนุญาตให้นำเข้า

กระนั้นก็ตามกฎหมายการติดฉลากของประเทศญี่ปุ่นยังคงหละหลวมและก่อให้เกิดกระแสคัดค้านจากผู้บริโภคจำนวนมาก นายไคซึเกะ อมากาซา หัวหน้ากลุ่ม No! GMO Campaign ประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า "ประชาชนชาวญี่ปุ่นต้องการกฎหมายติดฉลากที่เข้มงวดโดยต้องยกเลิกปริมาณการปนเปื้อนจาก 5% เป็น 1% เหมือนยุโรป"

กรีนพีซทักท้วงว่าร่างกฎหมายติดฉลากดังกล่าวไม่สามารถคุ้มครองสิทธิและสุขภาพของผู้บริโภคได้จริง หากแต่เป็นการอำนวยประโยชน์ให้แก่อุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมพันธุวิศวกรรมข้ามชาติยังคงผลิตสินค้าจากวัตถุดิบจีเอ็มโอจำหน่ายแก่ผู้บริโภคคนไทยอย่างแพร่หลาย

มีข้อถกเถียงจากกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมพันธุวิศวกรรมซึ่งพยายามผลักดันไม่ให้มีการติดฉลากจีเอ็มโอว่าการกำหนดปริมาณการปนเปื้อนที่ 1% จะทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นและยากลำบากทางเทคนิค แต่ปัจจุบันประเทศต่างๆที่กฎหมายติดฉลากบังคับใช้แล้วราคาสินค้ายังไม่ได้แพงขึ้น รายงานของประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยหน่วยงานรัฐบาลภายใต้กระทรวงสาธารณสุขพบว่าอุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนจะมีปริมาณต่ำกว่า 1% และการปนเปื้อนจะน้อยลงมากหากมีการบังคับให้มีการคัดแยกวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทาง

หน่วยงานในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพันธุวิศวกรรมกล่าวอยู่เสมอว่าประเทศไทยมีกระบวนการปฎิบัติในเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง มีการเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพและทางห้องปฎิบัติการ มีหน่วยงานที่สามารถตรวจสอบจีเอ็มโอที่มีประสิทธิภาพถึง 3 แห่ง ดังนั้นจึงควรมีกฎหมายบังคับติดฉลากอาหารจีเอ็มโอที่ชัดเจนและเป็นธรรมทั้งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภคภายในประเทศและผู้ประกอบการในการเลือกใช้วัตถุดิบในการผลิต

ร่วมกันสนับสนุนติดฉลากอาหารจีเอ็มโอ ที่นี่ขณะนี้ อย. ได้นำเสนอร่างกฎหมายบังคับติดฉลากอาหารจีเอ็มโอที่หละหลวม โดยยินยอมให้มีปริมาณการปนเปื้อนสูงถึงร้อยละ 5 และหากส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์นั้นมีปริมาณไม่เกินร้อยละ 5 ของส่วนประกอบทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องติดฉลากถึงแม้จะใช้วัตถุดิบจีเอ็มโอและสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นสินค้าจำนวนมากที่ใช้วัตถุดิบจีเอ็มโอไม่จำเป็นต้องติดฉลาก ซึ่งอ้างอิงจากกฎหมายติดฉลากของประเทศญี่ปุ่นบางส่วน แตกต่างกันตรงที่ประเทศไทยไม่ยินยอมให้ติดฉลากปลอดจีเอ็มโอและไม่ได้กำหนดในข้อบังคับว่าหากยังไม่มีการประเมินความปลอดภัยในประเทศก่อนจะยังคงไม่อนุญาตให้นำเข้า

กระนั้นก็ตามกฎหมายการติดฉลากของประเทศญี่ปุ่นยังคงหละหลวมและก่อให้เกิดกระแสคัดค้านจากผู้บริโภคจำนวนมาก นายไคซึเกะ อมากาซา หัวหน้ากลุ่ม No! GMO Campaign ประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า "ประชาชนชาวญี่ปุ่นต้องการกฎหมายติดฉลากที่เข้มงวดโดยต้องยกเลิกปริมาณการปนเปื้อนจาก 5% เป็น 1% เหมือนยุโรป"

กรีนพีซทักท้วงว่าร่างกฎหมายติดฉลากดังกล่าวไม่สามารถคุ้มครองสิทธิและสุขภาพของผู้บริโภคได้จริง หากแต่เป็นการอำนวยประโยชน์ให้แก่อุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมพันธุวิศวกรรมข้ามชาติยังคงผลิตสินค้าจากวัตถุดิบจีเอ็มโอจำหน่ายแก่ผู้บริโภคคนไทยอย่างแพร่หลาย

มีข้อถกเถียงจากกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมพันธุวิศวกรรมซึ่งพยายามผลักดันไม่ให้มีการติดฉลากจีเอ็มโอว่าการกำหนดปริมาณการปนเปื้อนที่ 1% จะทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นและยากลำบากทางเทคนิค แต่ปัจจุบันประเทศต่างๆที่กฎหมายติดฉลากบังคับใช้แล้วราคาสินค้ายังไม่ได้แพงขึ้น รายงานของประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยหน่วยงานรัฐบาลภายใต้กระทรวงสาธารณสุขพบว่าอุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนจะมีปริมาณต่ำกว่า 1% และการปนเปื้อนจะน้อยลงมากหากมีการบังคับให้มีการคัดแยกวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทาง

หน่วยงานในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพันธุวิศวกรรมกล่าวอยู่เสมอว่าประเทศไทยมีกระบวนการปฎิบัติในเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง มีการเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพและทางห้องปฎิบัติการ มีหน่วยงานที่สามารถตรวจสอบจีเอ็มโอที่มีประสิทธิภาพถึง 3 แห่ง ดังนั้นจึงควรมีกฎหมายบังคับติดฉลากอาหารจีเอ็มโอที่ชัดเจนและเป็นธรรมทั้งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภคภายในประเทศและผู้ประกอบการในการเลือกใช้วัตถุดิบในการผลิต

ร่วมกันสนับสนุนติดฉลากอาหารจีเอ็มโอ ที่นี่