กรีนพีซติดฉลากผลิตภัณฑ์ในซุปเปอร์มาร์เก็ต

เรื่องราว - พฤศจิกายน 8, 2544
8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 กรุงมะนิลา - จากการที่ในประเทศยังไม่มีนโยบายบังคับการปิดฉลากอาหารดัดแปลงพันธุกรรม วันนี้ ทางกลุ่มกรีนพีซจึงได้พากันเดินประท้วงภายในซุปเปอร์มาร์เก็ตดังๆ ที่มีสาขาหลายแห่ง และได้ปิดฉลากลงบนผลิตภัณฑ์อาหารที่ทางกลุ่มพบว่าเป็นมีส่วนผสมของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม หรือจีเอ็มโอ (GMOs)

โบ เบเคอกิส เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรมของกลุ่มกรีนพีซประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า "การที่เราออกมาทำเช่นนี้ เพราะเราเชื่อว่าผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์มีสิทธิ์เลือกว่าจะกินอาหารดัดแปลงพันธุกรรมหรือไม่ การที่รัฐบาลไม่สามารถจัดให้มีระบบที่มีประสิทธิภาพในเรื่องการปิดฉลากผลิตภัณฑ์อาหารดัดแปลงพันธุกรรมนั้น เป็นการปล้นสิทธิในการรับรู้ของผู้บริโภคในเรื่องสิ่งที่พวกเขากำลังกินอยู่ รวมทั้งยังทำให้พวกเขาหมดหนทางที่จะปฏิเสธอาหารปนเปื้อนสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมอีกด้วย"

นักเคลื่อนไหวกว่าสิบสองคนจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้บุกเข้ารื้อชั้นวางสินค้าของห้างเอสเอ็มซูเปอร์คลับ (SM Super Club) ในเมืองเควซอน เพื่อติดฉลาก "ปนเปื้อนสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม" บนผลิตภัณฑ์อาหารยอดนิยม โดยเฉพาะอาหารเด็กหลายยี่ห้อ อาหารทารก ฮ็อทดอกและขนมอีกหลายรายการ ซึ่งก่อนหน้านี้การทางกลุ่มเคยตรวจสอบในห้องทดลองพบว่าเป็นอาหารที่ปนเปื้อนสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (1)

การเดินขบวนประท้วงตามซุปเปอร์มาร์เก็ตเริ่มขึ้นแปดวันหลังจากที่นักเคลื่อนไหวได้เปิดตัวหนังสือ "คู่มือผู้บริโภค" True Food Consumer Guide, ซึ่งเป็นรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ทางกลุ่มกรีนพีซได้ตรวจสอบแล้วว่ามีส่วนผสมของสารตัดแต่งพันธุกรรม เหล่านักเคลื่อนไหวยังได้แจกจ่ายหนังสือคู่มือดังกล่าวไปตามซุปเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์อาหารยี่ห้อต่างๆ ที่ใส่สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม

โบ กล่าวเพิ่มเติมว่า "ในเมื่อรัฐบาลยังคงเฉื่อยชาและเมินเฉยต่อปัญหานี้ เราจึงอยากจะให้ทั้งผู้ผลิตและผู้จำหน่ายอาหารได้ตัดสินใจเองว่าจะยังคงหลอกลวงผู้บริโภคอยู่ต่อไปด้วยการซ่อนตัวอยู่ข้างหลังระบบที่ไร้ประสิทธิภาพในปัจจุบัน หรือจะเคารพในสิทธิของผู้บริโภคด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัทตน

กลุ่มกรีนพีซ เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ที่มีการดัดแปลงพันธุกรรม เริ่มปรากฎอยู่ในผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศฟิลิปปินส์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 เนื่องจากมีการนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวโพดเป็นจำนวนมากจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลายประเทศมองว่า เป็นแหล่งใหญ่ของวัตถุดิบปนเปื้อนทางพันธุกรรม ประเทศฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในผู้นำเข้าข้าวโพดและถั่วเหลืองรายใหญ่จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้เพาะปลูกพืชปกติปะปนกับพืชดัดแปลงพันธุกรรม การที่ทั้งสหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์ไม่มีระบบที่ชัดเจนในการแยกแยะผลผลิตดัดแปลงพันธุกรรม ออกจากผลผลิตที่ปลอดการดัดแปลงพันธุกรรม ทำให้การปนเปื้อนเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (2)

ฟอน เฮอร์นันเดซ ผู้จัดการแผนรณรงค์ของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า "กรีนพีซยังคงยืนยันที่จะต่อต้านการนำเอาวัตถุดิบดัดแปลงพันธุกรรมมาใช้กับอาหารและสิ่งแวดล้อม อย่างน้อยที่สุดประชาชนต้องมีสิทธิที่จะรู้ว่าผลิตภัณฑ์อาหารใดมีการดัดแปลงพันธุกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รู้ถึงผลกระทบที่ยังไม่แน่ชัดของการทดลองในอาหารที่มีผลต่อร่างกายมนุษย์และสิ่งแวดล้อม"

ผลจากการสำรวจความคิดเห็น (commissioned poll) จัดทำโดยกรีนพีซเมื่อต้นปีนี้ได้เปิดเผยออกมาว่า ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากยังไม่ทราบว่า มีการวางขายอาหารดัดแปลงพันธุกรรมในประเทศแล้ว จากผลของโพลที่สำรวจโดย พัลส์ เอเชีย ในเดือนมีนาคม พบว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามเพียงร้อยละ 11 จากทั่วประเทศเท่านั้นที่ทราบเรื่องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม และร้อยละ 94 ของคนกลุ่มนี้เห็นว่า ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายจำเป็นต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ส่วนผสมดัดแปลงพันธุกรรมในผลิตภัณฑ์อาหาร (3)

เฮอร์นันเดซกล่าวต่อไปว่า "เมื่อเป็นเรื่องพื้นๆอย่างอาหาร เราเชื่อว่าประชาชนคงไม่ต้องการความประหลาดใจ พวกเขาต้องการรู้ความจริงและไม่อยากถูกบริษัทอาหารใช้เป็นหนูทดลองโดยการขายอาหารที่ปนเปื้อนสารตัดแต่งพันธุกรรมให้ การติดฉลากที่เหมาะสมจะทำให้ผู้บริโภคที่ต้องการหลีกเลี่ยงสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมมีโอกาสต่อสู้"

การปิดฉลากอาหารดัดแปลงพันธุกรรม กำลังเป็นมาตรฐานปฏิบัติในหลายประเทศทั่วโลก ในประเทศญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย รัสเซียและทั่วทั้งยุโรป อาหารดัดแปลงพันธุกรรมจะต้องมีการติดฉลาก หลายบริษัททั่วโลกได้ออกมาประกาศว่าผลิตภัณฑ์อาหารของตนที่จำหน่ายในประเทศเหล่านี้ ไม่มีการใช้ส่วนผสมที่ดัดแปลงพันธุกรรม

แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาเตือนว่าอาหารเหล่านี้อาจจะไม่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและการบริโภค ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าอาหารเหล่านี้ปลอดภัยที่จะให้มนุษย์บริโภค แต่ที่แน่ๆ คือ สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม มีส่วนทำให้เกิดอาการภูมิแพ้และดื้อยาปฏิชีวนะ การตายของแมลงที่มีประโยชน์ การเกิดซูเปอร์วัชพืช และการที่พืชผลต้องพึ่งพายาปราบวัชพืชมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่บ่งชี้ถึงผลกระทบที่สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมมีต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมจนอาจไม่สามารถแก้ไขได้

กรีนพีซยังคงเดินหน้าที่จะปิดฉลากบนผลิตภัณฑ์อาหาร GMO ต่อไปตามซุปเปอร์มาร์เก็ตอื่นๆ ในอนาคต