กิน ‘จีเอ็มโอ’ หรือยอมอดตาย

เรื่องราว - กันยายน 30, 2545
30 กันยายน 2545 – บนเว็บไซต์ของกรีนพีซสากล (www.greenpeace.org) นำเสนอข่าวล่าสุดว่า ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมามีข่าวที่สร้างความประหลาดใจให้กับทั่วโลก เมื่อ Levy Mwananwasa ประธานาธิบดีของแซมเบีย ประเทศที่ยากไร้ในแอฟริกาและมีเด็กๆ ที่ทุพพลภาพกว่า 59% ปฏิเสธความช่วยเหลือด้านอาหารจากสหรัฐอเมริกา เพียงเพราะว่า “ข้าวโพด” ที่สหรัฐฯ ส่งไปให้พวกเขานั้นเป็นข้าวโพดที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมหรือ ‘จีเอ็มโอ’

นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าความช่วยเหลือด้านอาหารของสหรัฐฯ เป็นเพียงการยื่นข้อเสนอที่ว่า " จะยอมกินอาหารจีเอ็มโอที่คนสหรัฐฯ เองก็ไม่ต้องการหรือว่าจะยอมอดตาย" และผู้นำแซมเบียก็น่าจะเล็งเห็นว่าเขาไม่ต้องการจะเอาอนาคตด้านการเกษตรของประเทศเข้าเสี่ยงในสถานการณ์นี้

แล้ว "กรีนพีซ" เองยืนอยู่บนจุดใดในสถานการณ์นี้? หากผู้คนเชื่อตามสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามจะหาเหตุผลสร้างความชอบธรรมให้แก่ตัวเองด้วยการพูดว่า บรรดานักอนุรักษ์ที่คัดค้านการใช้จีเอ็มโอเพื่อเป็นความช่วยเหลือด้านอาหารแก่ชาวแอฟริกานั้น เหมือนกับการ "ถือปืนจ่อขมับผู้คนที่อดอยาก" ความจริงหาได้เป็นใช่นั้น เพราะจะไม่มีใครคัดค้านข้อเสนอนี้เลยหากสหรัฐฯ บริจาคอาหารที่มีอยู่ซึ่งไม่เป็นอาหารจีเอ็มโอ และไม่ใช่เรื่องถูกต้องที่ผู้คนจะถูกผลักดันให้บริโภคจีเอ็มโอหากเขาไม่เต็มใจ

รัฐบาลสหรัฐซึ่งได้ร่วมกับบรรดาอุตสาหกรรมของพวกเขาในการสร้างภาพที่ดูดีให้กับมหันตภัยจีเอ็มโอ ด้วยการฉกฉวยเอาสถานการณ์ความอดอยากของแอฟริกามาใช้ และรับบทนำให้กับบรรษัทข้ามชาติที่ผลิตจีเอ็มโอ ซึ่งกำลังประสบปัญหาด้านภาพลักษณ์และยอดขาย ดังนั้นการบีบบังคับให้ประเทศต่างๆ ในสหรัฐอเมริกายอมรับอาหารบริจาคที่เป็นจีเอ็มโอไม่ได้เกิดจากการที่ขาดทางเลือก แต่เกิดจากการที่สหรัฐฯ ไม่สามารถส่งพืชผลจีเอ็มโอออกไปขายต่างประเทศได้ ทำให้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ลดลง

ในปี พ.ศ. 2539 สหรัฐฯ เข้าร่วมโครงการความช่วยเหลือด้านอาหารขององค์การสหประชาชาติ (UN World Food Programme) เพื่อที่จะหาทางระบายอาหารจีเอ็มโอสำรองที่มีอยู่ล้นเกินไปยัง 83 ประเทศที่รอรับความช่วยเหลืออยู่ และโครงการนี้เองเป็นเหมือนการกรุยทางให้สหรัฐฯ ระบายอาหารจีเอ็มโอได้อย่างง่ายดาย เพราะประเทศที่ยกาไร้เหล่านี้ปราศจากมาตรการในการป้องกันตนเองจากการอาหารจีเอ็มโอหรือแม้แต่การเตือนผู้บริโภคให้รู้ตัวก่อนล่วงหน้า

ช่างเป็นเรื่องที่น่าอัปยศที่มีการใช้ความหิวโหยและสิ้นหวังของผู้คนในแอฟริกามาใช้เป็นเครื่องมือในการบ่อนทำลายปริมาณอาหารสำรองของประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ โดยสหรัฐฯ ยังหวังเอาชนะกระแสต้านจีเอ็มโอ มากกว่าการที่เอาอาหารจีเอ็มโอไปให้ผู้คนในประเทศเหล่านี้กินเท่านั้น พวกเขายังผลักดันให้ประเทศต่างๆ เพาะปลูกจีเอ็มโอด้วย แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในประเทศนั้นๆ ก็ตาม

ในขณะที่เราไม่ควรจะมองข้ามประเด็นผลกระทบของจีเอ็มโอต่อสุขภาพของมนุษย์ รวมทั้งภัยอันใหญ่หลวงของจีเอ็มโอที่อาจจะปนเปื้อนสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติได้ อาจจะมีมหันตภัยที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดหรือคาดการณ์ได้ล่วงหน้าที่อาจจะเป็นผลสืบเนื่องไปถึงความสามารถด้านการผลิตอาหาร ดังนั้นน่าจะมีการสงวนบริเวณที่เป็นเขตปลอดความเสี่ยงหรือ Safe Zone ซึ่งถูกกำหนดให้ปลอดจีเอ็มโอ และใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ เพื่อที่ว่าวันหนึ่งข้างหน้าเรายังจะมีความหวังในการที่จะหลบเลี่ยงจากอันตรายที่เกิดขึ้นจากจีเอ็มโอและอันตรายจากการทดลองด้านชีวภาพที่ผิดพลาด ซึ่งในส่วนของแซมเบีย พวกเขาได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะปกป้องมรดกทางการเกษตรและอนาคตของการเกษตรเอาไว้ แต่การกระทำอันน่ายกย่องจะไม่เกิดผลใดๆ หากพบว่ามีการปนเปื้อนจีเอ็มโอในพืชผลหลักที่พวกเขาและประเทศข้างเคียงเพาะปลูกได้

กรีนพีซเชื่อว่าทางออกมีอยู่และแม้แต่ผู้คนที่อดอยากก็ควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม สหรัฐฯ ควรจะให้ความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับความต้องการของคนในท้องถิ่น ด้วยการซื้อสินค้าที่หาได้จากพื้นที่ใกล้เคียงหรือให้ความช่วยเหลือในรูปของการเงินแก่รัฐบาลเพื่อการจัดหาอาหารที่ปลอดจีเอ็มโอ ดังที่รัฐบาลแซมเบียต้องการ การนำเข้าอาหารเพื่อไปช่วยเหลือจึงเป็นเพียงมาตรการสุดท้ายเท่านั้น

นอกจากนี้ในสถานการณ์ที่มีการฉกฉวยเพื่อระบายจีเอ็มโอออกไปยังประเทศต่างๆ เช่นนี้ องค์กรที่ประสานงานเกี่ยวกับความช่วยเหลือด้านอาหารควรจะตื่นตัวและนำเอาหลักการ "ความปลอดภัยทางชีวภาพ" มาใช้ แท้จริงแล้วความช่วยเหลือด้านอาหารโดยใช้จีเอ็มโอเป็นเพียงการโกหกและกลยุทธ์ของสหรัฐฯ ที่ทุ่มเทความพยายามให้ทั่วโลกเห็นว่าจีเอ็มโอสามารถเยียวยาความอดอยากให้แก่โลกได้ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ ความหิวโหยของผู้คนในโลกเพียงแต่ถูกฉกฉวยเอามาใช้เพื่อสร้างภาพและสร้างตลาดให้กับอุตสาหกรรมจีเอ็มโอเท่านั้น การแก้ปัญหาจริงๆ นั้นก็คือ การพึ่งพาตนเองของเกษตรกรในระดับย่อยๆ ทั่วโลก ซึ่งมีความยั่งยืนกว่า และกรีนพีซและองค์กรอ็อกแฟมได้รวบรวมประสบการณ์ของการทำเกษตรรายย่อยทั่วโลกมานำเสนอไว้ในเว็บไซต์ www.farmingsolutions.org