ชัยชนะของผู้บริโภค กับสิทธิในการรับรู้

สหภาพยุโรปผ่านกฎหมายติดฉลากผลิตภัณฑ์อาหารมนุษย์ และอาหารสัตว์ที่เข้มงวดที่สุดในโลกแล้ว

เรื่องราว - พฤศจิกายน 29, 2545
เบลเยี่ยม / บรัสเซลส์, 29 พฤศจิกายน 2545 – ตั้งแต่อาหารดัดแปลงพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอเข้าสู่ตลาด ผู้บริโภคได้ร่วมกันร้องขอให้มีการติดฉลากผลิตภัณฑ์ที่มีจีเอ็มโอเป็นส่วนประกอบ เราไม่เคยได้มีโอกาสเลือกที่จะบริโภคอาหารจีเอ็มโอหรือไม่เพราะเราไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่าผลิตภัณฑ์ใดมีหรือไม่มีจีเอ็มโอ ตอนนี้สหภาพยุโรปเป็นผู้เบิกทางด้วยข้อเรียกร้องให้มีการติดฉลากอาหารจีเอ็มโอโดยใช้มาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดในโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค

กฎหมายใหม่ของสภาเกษตรกรรมยุโรปสำหรับอาหารจีเอ็มโอของมนุษย์และสัตว์เป็นกฎหมายที่เข้มงวดและรัดกุมที่สุดในโลก เป็นครั้งแรกที่อาหารจะต้องมีการติดฉลากอาหารจีเอ็มโอในยุโรป เมื่อกฎหมายนี้มีผลบังคับจะไม่มีผลิตภัณฑ์อาหารจีเอ็มโอที่ได้รับการยกเว้นในตลาดยุโรป

อาหารและส่วนผสมอาหารจีเอ็มโอทุกชนิดรวมถึงอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปขั้นสูงอย่างเช่นน้ำตาล,น้ำมันและแป้งซึ่งผลิตจากวัตถุดิบจีเอ็มโอจะต้องมีการติดฉลากอย่างชัดเจน กฎหมายลูกของกฎหมายฉบับใหม่นี้จะมีระบบสืบหาร่องรอยว่าอาหารหรือส่วนผสมใดจะมีส่วนประกอบหรือมีจีเอ็มโอเจือปนอยู่หรือไม่ หรือมีจีเอ็มโอปนเปื้อนในขั้นตอนการผลิตหรือขั้นตอนการจัดจำหน่ายก่อนจะเสร็จสิ้นเป็นผลิตภัณฑ์สุดท้ายหรือไม่

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพลังผู้บริโภคที่ยืนหยัดเพื่อรักษาสิทธิมีชัยชนะเหนือการวิ่งเต้นของผู้ประกอบการในที่สุด ผลกระทบที่ทรงพลังที่สุดของกฎหมายฉบับนี้คือต่อไปนี้จะไม่มีอาหารจีเอ็มโอเข้ามาในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปได้โดยไม่ติดฉลากให้ชัดเจน

นี่เป็นสัญญาณเตือนให้กับประเทศผู้ส่งออกอาหารจีเอ็มโออย่าง สหรัฐอเมริกา แคนาดา อาร์เจนตินาและบราซิลซึ่งยังคงดื้อดึงกับกฎหมายติดฉลาก ต่อไปประเทศเหล่านี้ต้องตระหนักว่าเวลาสำหรับการลักลอบนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวโพดจีเอ็มโอจำนวนกว่าล้านตันเข้าสู่ยุโรปโดยไม่มีการติดฉลากได้จบสิ้นลงแล้ว

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ข่าวดีเสียทั้งหมด

ยังมีอีกเรื่องที่เป็นที่น่ากังวลอยู่ไม่น้อย เนื่องจากกฎหมายใหม่นี้ยังขาดกลไกการป้องกันที่เพียงพอ ซึ่งกลไกเหล่านี้จะทำให้ประเทศสมาชิกในกลุ่มสหภาพยุโรปสามารถใช้ข้อบังคับในระดับประเทศเพื่อห้ามผลิตภัณฑ์ที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นจีเอ็มโอ โดยเหตุผลประกอบการพิจารณาที่ว่าอาหารจีเอ็มโอมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม กลไกการป้องกันประเภทนี้ยังคงมีอยู่ในกฎหมายว่าด้วยจีเอ็มโอของสหภาพยุโรปทั้งในอดีตและปัจจุบันและยังคงต้องบรรจุไว้ในกฎหมายอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์จีเอ็มโอฉบับใหม่ด้วย

อย่างไรก็ดี ความพยายามของรัฐบาลอังกฤษที่จะบ่อนเซาะกฎหมายติดฉลากสำหรับผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอโดยดึงดันว่าจะต้องมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่าผลิตภัณฑ์สุดท้ายมีจีเอ็มโอนั้นได้ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ เพราะอาหารและส่วนประกอบจีเอ็มโอทุกชนิดจะต้องติดฉลากไม่ว่าจะสืบหาร่องรอยจากผลิตภัณฑ์สุดท้ายได้หรือไม่ก็ตาม

การติดฉลากอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์จะเริ่มต้นที่อัตราส่วนร้อยละ 0.9 ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียใจที่ไม่ได้เป็นร้อยละ 0.5 อย่างที่รัฐสภายุโรปเรียกร้องไปเมื่อต้นปี แต่ก็ยังต่ำกว่าร้อยละ 1 ซึ่งก็ยังคงมีผลบังคับให้ต้องทบทวนข้อเสนอของสภาสหภาพยุโรปเรื่องเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอเสียใหม่ และยังมีความเป็นไปได้ที่จะตั้งมาตรฐานใหม่ให้ต่ำกว่านี้โดยผ่านขั้นตอนการพิจารณาอาหารที่มีส่วนประกอบหรือเจือปนด้วยจีเอ็มโอ

เมื่อรวมกับกฎหมายติดฉลากของสหภาพยุโรปที่ตกลงกันในปี ค.ศ. 1997 ซึ่งบังคับให้ติดฉลากผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอบาง

ชนิด นั่นหมายถึงสหรัฐอเมริกาได้สูญเสียตลาดในยุโรปไปแล้วเนื่องจากต้องติดฉลากผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งมูลค่าการส่งออกข้าวโพดมายังยุโรปได้ตกลงจาก 305 ล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ.1996 มาอยู่ที่ 2 ล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2001

นอกจากนี้ สภาสหภาพยุโรปยังได้ปฏิเสธข้อเสนอของเดนมาร์กซึ่งมีจุดประสงค์ที่จะบ่อนทำลายการติดฉลากผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่เลี้ยงด้วยอาหารจีเอ็มโออย่างเช่น เนื้อสัตว์ นม และไข่ และยังได้กระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคโดยสมัครใจว่ามีการใช้อาหารสัตว์จีเอ็มโอหรือไม่ โดยการติดฉลากไว้บนผลิตภัณฑ์สุดท้าย

ถึงกระนั้นก็ตาม มติของสภายุโรปนี้ก็ยังเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของผู้บริโภคในสหภาพยุโรป ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างมาตรฐานระดับสูงที่ผู้บริโภคในประเทศอื่นทั่วโลกควรยึดถือเป็นแบบอย่างเพื่อสิทธิในของตนเอง