กองทัพอังกฤษฝ่าฝืนคำสั่งศาล บุกยึดเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์

เรื่องราว - กุมภาพันธ์ 2, 2546
2 กุมภาพันธ์ 2546 / สหราชอาณาจักร / เมืองเซาท์แธมตัน - นักกิจกรรมของกรีนพีซได้ประท้วงอย่างสงบที่บริเวณท่าเรือของกองทัพอังกฤษในเมืองเซาท์แธมตัน ขณะที่กองเรือลำเลียงยุทโธปกรณ์กำลังเตรียมการเพื่อเคลื่อนพลไปยังประเทศอิรัก ศาลสูงอังกฤษชี้ขาดว่ากรณีดังกล่าวกรีนพีซมีสิทธิประท้วง พร้อมปฏิเสธการเรียกร้องจากกลาโหมให้ออกคำสั่งให้เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ออกจากบริเวณดังกล่าว เช้ามืดของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ข้าราชการกระทรวงกลาโหมฝ่าฝืนคำสั่งศาลบุกขึ้นไปบนเรือ เรนโบว์ วอร์ริเออร์และใช้กำลังบีบบังคับให้เคลื่อนย้ายเรือออกจากท่าเรือ

เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ ถูกล้อมด้วยเรือของเจ้าหน้าที่กลาโหมและเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 6 ลำ กำลังตำรวจ 20 นายขึ้นมาบนเรือเมื่อเวลาประมาณ 22.00น.เศษของคืนวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ เวลา 03.00น.ของวันถัดมา เจ้าหน้าที่ลงมือตัดสมอเรือก่อนที่จะลากเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ออกจากท่าไป

เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ หรือเรือนักรบสายรุ้ง ซึ่งเป็นเรือธงของกรีนพีซ เดินทางมาที่ฐานทัพมาร์ชวูดในเมืองเซาท์แธมตันเพื่อขัดขวางการส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารไปยังอ่าวเปอร์เซีย โดยทอดสมออยู่บริเวณหน้าท่าเรือซึ่งตรงกับจุดจอดเรือ ดาร์ท 8 (Dart 8 ) ที่กำลังลำเลียงเฮลิคอปเตอร์ รถถัง และรถจี๊ปทหารลงเรือ

การประท้วงอย่างสงบเริ่มต้นขึ้นในวันเสาร์ ก่อนที่นายเจฟฟ์ ฮูน ปลัดกระทรวงกลาโหมจะขอให้ศาลออกคำสั่งให้เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ออกจากท่าเรือ มาร์ชวูด โดยศาลสูงพิจารณาชี้ขาดว่าเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ มีสิทธิที่จะอยู่ในบริเวณดังกล่าว แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามขึ้นหรือแตะต้องเรือใด ๆ ที่เป็นสมบัติของกองทัพและกระทรวงกลาโหม

นายวิลเลียม เพเดน เจ้าหน้าที่รณรงค์ของกรีนพีซผู้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุกล่าวว่า เราประท้วงต่อต้านสงครามอย่างสันติ และเราคิดว่าสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทำอยู่ขัดต่อกฎหมายและเป็นการใช้อำนาจในทางมิชอบ "เราคิดว่ารัฐบาลกำลังกระทำการอันขัดต่อการพิจารณาของศาลและกระบวนการยุติธรรมของกฎหมาย เพราะนอกจากจะทำสงครามกับอิรักอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ยังไม่สนใจใยดีต่อสถาบันสถิตยุติธรรมในประเทศด้วย"

ทุกชั่วโมงที่ผ่านพ้นไป นายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ ได้นำพาประเทศอังกฤษให้เข้าไปใกล้สงครามมากขึ้น ทั้งที่ชาวอังกฤษไม่ต้องการ ตลอดวันตลอดคืนที่ทั้งรถถัง เฮลิคอปเตอร์ถูกเคลื่อนย้ายมายังมาร์ชวูดเพื่อเสริมสร้างแสนยานุภาพของกองทัพ กรีนพีซจะทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดการเข้าร่วมสงครามอย่างบุ่มบ่าม อันมีแต่จะทำให้โลกลุกเป็นไฟ

การใช้กองกำลังทางทหารโจมตีอิรัก นอกจากจะทำให้พลเรือนนับพันล้มตาย ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ใช้อาวุธที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูง (WMD-Weapons of Mass Destruction) แท้จริงแล้วการโจมตีอิรักถูกใช้เป็นฉากบังหน้าเพื่อปิดบังความพยายามที่จะเข้าควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ในอิรัก

ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช และนายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ อ้างว่าเหตุที่ต้องโจมตีอิรักเพราะประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน แสดงความต้องการที่จะครอบครองอาวุธที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูง แต่อย่างไรก็ตามการใช้กองกำลังทหารเข้ายึดประเทศที่ครอบครองหรือสงสัยว่าจะมีอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธชีวภาพ และอาวุธเคมีในครอบครองไม่ได้เป็นการควบคุมประเทศเหล่านี้อย่างมีหลักเกณฑ์ หากต้องใช้การเข้าแทรกแซงอย่างต่อเนื่องของกองกำลังติดอาวุธจากหลาย ๆ ประเทศ

เราเชื่อว่าหนทางแก้ไขเรื่องการครอบครองอาวุธอานุภาพสูงคือ การเข้าควบคุมและเข้าปลดอาวุธโดยกองกำลังนานาชาติ โครงการนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้วในรูปของสนธิสัญญาห้ามแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ (NTP-Nuclear Non-Proliferation Treaty) อนุสัญญาอาวุธชีวภาพ และอนุสัญญาอาวุธเคมี แต่แทนที่จะทำให้สนธิสัญญาเหล่านี้แข็งแกร่งขึ้น รัฐบาลของบุชกลับเลือกที่จะบ่อนเซาะความพยายามดังกล่าวด้วยการโจมตีทางทหาร

เราต่อต้านการทำสงครามกับอิรักในทุกกรณี ไม่ว่าการโจมตีนั้นจะเป็นมาตรการลงโทษจากสหประชาชาติหรือไม่ก็ตาม