กรีนพีซเรียกร้องรัฐเปลี่ยนนโยบายในการผลิตพลังงาน

เลิกใช้ถ่านหิน หันสู่พลังงานสะอาด คาดช่วยเศรษฐกิจไทยดีขึ้น

เรื่องราว - มีนาคม 4, 2546
กรุงเทพ, 4 มีนาคม 2546 –- กลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ‘กรีนพีซ’ เรียกร้องต่อ รมว. พลังงานคนใหม่ ให้ทบทวนแผนพัฒนาพลังงานของประเทศ โดยปรับนโยบายพลังงานให้หันมาสนับสนุนและพัฒนาพลังงานสะอาดภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานที่สกปรกเช่น ถ่านหิน ค าดว่าจะหนุนให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจาก การหันมาสนับสนุนการลงทุน ด้านพลังงานสะอาด

หลังจากรัฐบาลได้ให้สัญญาณที่ดีในการสั่งทบทวนพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ้านกรูด จ. ประจวบคีรีขันธ์และแนวโน้มในการเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากถ่านหินมาเป็นก๊าซธรรมชาตินั้น กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เดินหน้ายื่นข้อเรียกร้องให้ นพ. พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งสั่งทบทวนแผนพัฒนาพลังงานของประเทศ โดยปรับนโยบายพลังงาน ให้หันมา สนับสนุนและพัฒนาพลังงานสะอาดภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

น.ส. เพ็ญรพี นพรัมภา เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านพลังงาน ของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า "รัฐบาลชุดนี้จะต้องแสดงความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาด้านพลังงานของประเทศ การย้ายที่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไปยังจังหวัดอื่น ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาเรื่อการพึ่งพาพลังงาน ของประเทศอยู่กับ แหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน รัฐบาลจะต้องยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งสองโรง และหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานสะอาด เช่นพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาสูง ทั้งยังส่งผลดีต่อประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิต ชุมชนอีกด้วย "

รัฐบาลไทยสามารถยกเลิกการใช้พลังงานสกปรก เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ และใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล และพลังงานลม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรีนพีซขอเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งเป้าหมายเพื่อใช้พลังงานสะอาดในประเทศให้ได้สัดส่วนร้อยละ 10 ของการใช้พลังงานในประเทศภายในปี พ.ศ. 2553 และเพิ่มเป็นร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2563

"ปัจจุบันประเทศไทยมีพลังงานสำรองมากถึงร้อยละ 30 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าช่วงนี้ คือเวลาที่เหมาะสม ที่เราจะเปลี่ยนทิศทางพลังงานไปสู่พลังงานสะอาดได้มากขึ้น การยกเลิกการใช้เชื้อเพลิง จากฟอสซิลยังหมายความ ถึงการลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และลดการอิงพลังงานในประเทศอยู่กับ ราคาพลังงานที่ผันผวน ในตลาดโลก เช่นกัน" น.ส. เพ็ญรพีกล่าวเพิ่มเติม

เร็ว ๆ นี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยอนุมัติให้สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิต 4,750 เมกกะวัตต์ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภายในเดือนมีนาคมปีหน้าประชาชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จะได้เริ่มใช้ พลังงานที่ได้จากแหล่งพลังงานสะอาดปริมาณ 500 เมกกะวัตต์ หากโครงการนี้แล้วเสร็จ ประเทศไทยจะกลายเป็น ประเทศที่มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในทวีปเอเชีย

ในปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งหมด 5 เมกกะวัตต์ หากโครงการที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนก่อสร้างเสร็จ จะทำให้ประเทศไทยผลิตพลังงานแสงอาทิตย์คิดเป็นกำลังการผลิต 10 เมกกะวัตต์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์นั้นมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ หากได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีอีกหลายบริษัทที่แสดงความสนใจจะเข้ามาลงทุนด้านพลังงานลมในประเทศและได้เริ่มสำรวจความเป็นไปได้และหาสถานที่ตั้งโดยเฉพาะทางภาคใต้ของประเทศ

"ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสูง ทุกอย่าง จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะจริงจังและเอาใจใส่พัฒนาแหล่งพลังงานสะอาดต่างๆ เพื่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ดีกว่าของประเทศอย่างไร" น.ส. เพ็ญรพีกล่าว

ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทยถึงปี พ.ศ.2563