กรีนพีซฉวย ‘วันอาหารโลก’

เผยรายชื่อ 5 ผลิตภัณฑ์กลับใจไม่ใช้ ‘จีเอ็มโอ’

เรื่องราว - ตุลาคม 16, 2545
16 ตุลาคม 2545 - ในวาระวันอาหารโลกวันนี้ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประกาศย้ายผลิตภัณฑ์ในคู่มือจ่ายตลาดฉบับใหม่ล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2545 โดยมีไส้กรอก ซี.พี. ฮานามิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนิสชิน ข้าวโพดป๊อปซีเคร็ต และไส้กรอกบี.เค.พี. ในขณะที่ในหมวดขนมขบเคี้ยวได้เพิ่มรายการผลิตภัณฑ์เนสท์เล่ สตาร์ฟิช ซึ่งพบว่ามีจีเอ็มโอปนเปื้อนลงในบัญชีดำ

จากการที่กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จัดทำคู่มือจ่ายตลาด สำหรับซื้ออาหารปลอดจีเอ็มโอเพื่อเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาและได้ปรับปรุงเนื้อหาเรื่อยมา ผลปรากฏว่า ขณะนี้มีบริษัทที่เคยอยู่ในบัญชีสีดำ (บริษัทที่ไม่มีนโยบายปลอดจีเอ็มโอ รวมถึงบริษัทที่ยืนยันจะใช้ส่วนประกอบจีเอ็มโอต่อไป) และบัญชีสีเทา (บริษัทที่พยายามจะดำเนินการเพื่อปลอดจีเอ็มโอในผลิตภัณฑ์อาหารแต่ยังไม่มีนโยบายที่เป็นลายลักษณ์อักษร) ได้ส่งนโยบายไม่ใช้วัตถุดิบที่มีจีเอ็มโอเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งผลการตรวจสอบที่ไม่พบจีเอ็มโอมายังกรีนพีซ เมื่อตรวจสอบแล้ว กรีนพีซจึงประกาศย้ายผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมาอยู่ในบัญชีเขียว ซึ่งเป็นบัญชีรายการอาหารของบริษัทมีนโยบายที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าผลิตภัณฑ์อาหารปลอดจีเอ็มโอและไม่ได้ใช้วัตถุดิบจีเอ็มโอในการผลิตอาหาร ประกอบด้วย 5 บริษัท ได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกของบริษัท ซี.พี. อินเตอร์ฟู้ด 2) ไส้กรอกบี.เค.พี.ของบริษัทอินเตอร์โปรดิวส์ ฟู้ด 3) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของบริษัทนิสชิน ฟู้ดส์ 4) ข้าวเกรียบกุ้งฮานามิ และฮานามิ คอร์นพัฟฟ์ของบริษัท สยามร่วมมิตร 5) ป๊อปซีเคร็ต ป๊อปคอร์น ของบริษัท วินเนอร์กรุ๊ป เอ็นเตอร์ไพรซ์

นางสาววรุณวาร สว่างโสภากุล เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านวิศวพันธุกรรม กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า "เป็นนิมิตหมายที่ดีที่บริษัทเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตและใช้วัตถุดิบที่ไม่ใช้จีเอ็มโอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แรงผลักดันจากผู้บริโภคเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเนื่องจากความสำคัญของวันนี้ที่เป็นวันอาหารโลก กรีนพีซจึงได้นำรายชื่อของบริษัทที่หลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบจีเอ็มโอออกมาเปิดเผยให้ประชาชนไทยรับทราบ"

ส่วนรายการที่มีการเพิ่มเติมลงในบัญชีดำ จากการปรับปรุงเนื้อหาและตีพิมพ์คู่มือจ่ายตลาดสำหรับซื้ออาหารปลอดจีเอ็มโอรอบใหม่ คือ ขนมขบเคี้ยวยี่ห้อสตาร์ฟิชของเนสท์เล่ โดยผลจากการตรวจเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาพบว่ามีจีเอ็มโอ

"จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์อาหารของเนสท์เล่ยังคงยืนหยัดอยู่ในบัญชีสีดำ เนื่องจากเนสท์เล่ประกาศนโยบายชัดเจนว่าจะไม่เลิกใช้วัตถุดิบจีเอ็มโอในการผลิตอาหารที่ขายในประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากเนื่องจากอาหารของเนสท์เล่ส่วนใหญ่เป็นอาหารสำหรับเด็กและทารก ราชสมาคมอังกฤษเคยเตือนว่า ทารกเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุดต่อการได้รับผลกระทบจากการรับประทานอาหารจีเอ็มโอ" นางสาววรุณวาร กล่าว

ในการย้ายรายชื่อ 5 บริษัทครั้งนี้ปรับปรุงไว้ในคู่มือจ่ายตลาด ฉบับพิมพ์เดือนกันยายน 2545 ซึ่งพิมพ์ออกมาประมาณ 15,000 เล่ม ขณะนี้กำลังแจกฟรีอยู่ที่งานมหกรรมหนังสือและสื่อการศึกษาระดับชาติ ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ที่บู้ธของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และที่ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาสยามสแควร์ ร้านกรีนเนท สหกรณ์เลมอนฟาร์ม ห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูร์ หรือผู้บริโภคสามารถขอรับคู่มือจ่ายตลาดฯ ได้ฟรี โดยส่งซองเปล่าติดแสตมป์ 3 บาทและจ่าหน้าซองถึงตัวเองมาที่ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ห้อง ซี 202 อาคารมนริริน ถ. พหลโยธิน 8 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400 วงเล็บมุมซองว่า คู่มือจ่ายตลาดฯ หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ สายด่วนจีเอ็มโอ 0-2616-8170 หรือติดตามรายชื่อสมบูรณ์แบบได้จากเว็บไซต์ www.greenpeacesoutheastasia.org

นางสาววรุณวารกล่าวถึงปรับเปลี่ยนรายชื่ออาหารปลอดจีเอ็มโอครั้งต่อไปว่า "ขณะนี้เรากำลังดำเนินการสำรวจเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นจากแบบสอบถามที่ส่งไปยังบริษัทหรือจากการสุ่มตรวจสอบสินค้าในท้องตลาด และจะนำมาจัดทำคู่มือจ่ายตลาดฉบับใหม่ ซึ่งจะมีรายชื่อของผลิตภัณฑ์และบริษัทมากขึ้นและครอบคลุมสินค้าในวงกว้างยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะพิมพ์ออกเผยแพร่ช่วงต้นปี 2546 ผู้บริโภคที่ไม่ต้องการบริโภคอาหารจีเอ็มโอสามารถใช้คู่มือจ่ายตลาดนี้ประกอบในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้"