กฎติดฉลากจีเอ็มโอหละหลวม และปิดหูปิดตาผู้บริโภค

กรีนพีซชี้ควรลดระดับการปนเปื้อนเหลือเพียง 1% และบังคับติดฉลากทุกส่วนประกอบ

เรื่องราว - พฤษภาคม 31, 2546
กรุงเทพฯ13พฤษภาคม2546 –- กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกรีนพีซเปิดโปงความหละหลวมของกฎการติดฉลากจีเอ็มโอ แฉปล่อยช่องโหว่ให้อาหารที่มีจีเอ็มโอขายในท้องตลาดได้โดยไม่ต้องติดฉลาก และเปิดทางให้บริษัทอาหารปิดบังผู้บริโภคในการรับรู้ว่ามีอะไรอยู่ในอาหารของตน

วรุณวาร สว่างโสภากุล เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า "การยอมให้มีระดับการปนเปื้อนจีเอ็มโอถึง 5% แล้วค่อยติดฉลากตามกฎที่กระทรวงสาธารณสุขออกมาบังคับใช้นั้น เป็นเรื่องที่หละหลวมมาก นอกจากนี้ยังดูเฉพาะส่วนประกอบ 3 อันดับแรกของอาหารเท่านั้น ทำให้อาหารมากมายหลายชนิดที่มีจีเอ็มโอรอดพ้นจากการติดฉลาก และผู้บริโภคก็ยังคงไม่รู้อยู่ดีว่าอาหารที่ตนรับประทานมีจีเอ็มโอหรือไม่"

ผลิตภัณฑ์อาหารในท้องตลาดที่กรีนพีซเคยตรวจพบว่ามีจีเอ็มโอ เช่น อาหารหลายชนิดของเนสท์เล่ จะไม่ต้องติดฉลาก เนื่องจากกฎการติดฉลากของกระทรวงสาธารณสุขที่บังคับใช้เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้นมีช่องโหว่หลายข้อ ได้แก่

- บังคับใช้กับเฉพาะถั่วเหลืองและข้าวโพดที่อยู่ในส่วนประกอบของอาหาร 3 อันดับแรกเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ถั่วเหลืองหรือข้าวโพดที่อยู่ในส่วนประกอบอันดับที่ 4 เป็นต้นไป ถ้ามีจีเอ็มโอ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณมากเท่าใดก็ไม่ต้องติดฉลาก

- ถ้าในสามส่วนประกอบหลักนั้นมีจีเอ็มโอไม่ถึง 5% ไม่ต้องติดฉลาก

- อาหารที่มาจากพืชจีเอ็มโอชนิดอื่นนอกเหนือจากถั่วเหลืองและข้าวโพด ไม่ต้องติดฉลาก

กรีนพีซยังเตือนอีกว่า กฎเกณฑ์การติดฉลากจีเอ็มโอที่อ่อนแอจะทำให้สภานภาพของประเทศไทยในตลาดโลกสั่นคลอน

ดร. เจอราด กรีนฟีลด์ ผู้ประสานงานรณรงค์ประจำเอเชีย ของกรีนพีซ สากล วิเคราะห์ว่า "รัฐบาลไทยต้องการให้ประเทศไทยเป็น "ห้องครัวของโลก" แต่กฎเกณฑ์การติดฉลากที่เพิ่งบังคับใช้นี้ส่งสารไปถึงผู้บริโภคทั่วโลกว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทยไม่สนใจว่าจะมีการปนเปื้อนจีเอ็มโอในอาหารในปริมาณที่สูงกว่าระดับสากล"

"ชื่อเสียงของประเทศไทยและตลาดส่งออกจะตกอยู่ในความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหภาพยุโรปซึ่งอนุญาตระดับการปนเปื้อนของจีเอ็มโอไว้เพียง 1% และผู้บริโภคในยุโรปก็ไม่ต้องการอาหารจีเอ็มโอ" ดร. เจอราดกล่าวเสริม

กฎการติดฉลากที่ต่ำกว่ามาตรฐานสากลนี้อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกอาหารแปรรูปไปยังยุโรปมูลค่า 25 พันล้านบาทต่อปีได้ ในทางตรงกันข้าม ประเทศคู่แข่งอย่างเช่นประเทศจีนได้ประกาศใช้กฎหมายติดฉลากที่เข้มงวดกว่า และส่งเสริมให้มีการปลูกถั่วเหลืองปลอดจีเอ็มโอเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารเพื่อการส่งออก

ประเทศไทยเคยประสบปัญหาจากการใช้ถั่วเหลืองที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกามาผลิตอาหารเพื่อการส่งออกมาแล้วในอดีต เมื่อครั้งที่ประเทศซาอุดิอาระเบียและเนเธอร์แลนด์ประกาศห้ามปลาทูน่ากระป๋องของไทยเข้าประเทศ เนื่องจากเกรงว่าทูน่ากระป๋องของไทยจะใช้น้ำมันถั่วเหลืองที่มาจากถั่วเหลืองจีเอ็มโอ

ปัจจุบัน รัฐบาล 37 ประเทศทั่วโลกได้ออกกฎบังคับติดฉลากเพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิในการรับรู้ว่ามีจีเอ็มโอในอาหารของตนหรือไม่ แม้ว่าระดับความเข้มงวดของกฎเหล่านั้นจะแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ กฎหมายเหล่านี้มาจากความห่วงใยของผู้บริโภคในเรื่องจีเอ็มโอ ยิ่งผู้บริโภคได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับจีเอ็มโอมากขึ้นเท่าใด ความหวั่นวิตกก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

"การติดฉลากจีเอ็มโอเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิในการรับรู้ของผู้บริโภคภายใต้รัฐธรรมนูญ อย. อ้างว่าวัตถุประสงค์ของการมีกฎการติดฉลากก็เพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภค แต่ในความเป็นจริงแล้ว กฎกระทรวงฉบับนี้ไม่ได้ให้สิทธิในการรับรู้และในการเลือกปฏิเสธอาหารจีเอ็มโอที่แท้จริงแก่ผู้บริโภค"

"ประเทศไทยควรใช้กฎการติดฉลากที่เข้มงวดที่สุด คือกำหนดระดับการปนเปื้อนโดยไม่เจตนาไว้เพียง 1% และบังคับใช้กับทุกส่วนประกอบของอาหาร" วรุณวารกล่าวทิ้งท้าย