กลุ่มรณรงค์สิ่งแวดล้อมเปิด 'ผ้าคลุมแห่งความลับ' ของการปล่อยสารพิษอุตสาหกรรม

เรื่องราว - ตุลาคม 2, 2546
กรุงเทพฯ – 2 ตุลาคม 2546 – กรีนพีซและกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรมระบุว่าบรรษัทข้ามชาติที่ดำเนินกิจการในประเทศไทยปกปิดข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการปล่อยสารพิษลงสู่สิ่งแวดล้อม รวมทั้งใช้มาตรฐานต่างระดับกับประเทศไทย

นายธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษของกรีนพีซกล่าวว่า "รายงานการศึกษาที่จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างองค์กรสิ่งแวดล้อมทั้งสองนี้เป็นผลมาจากการสำรวจเพื่อประเมินสถานภาพของการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนเกี่ยวกับการใช้และการปล่อยทิ้งสารพิษของบรรษัทข้ามชาติและบริษัทร่วมทุนมากกว่า 900 แห่ง ซึ่งเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2546 ที่ผ่านมา ผลการสำรวจพบว่า ในจำนวน 937 บริษัท มีเพียง 42 บริษัท ที่ให้ข้อมูลในแบบสำรวจ โดยมี 3-4 บริษัท ตอบรับการสำรวจด้วยจดหมายหรือรายงานด้านสิ่งแวดล้อมประจำปีโดยไม่กรอกข้อมูลใด ๆ ในแบบสำรวจ ในจำนวนบริษัทที่ตอบรับแบบสำรวจแบ่งได้เป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 14 แห่ง อุตสาหกรรมโลหะและไม่ใช่โลหะ 10 แห่ง อุตสาหกรรมเคมี 8 แห่ง อุตสาหกรรมพลาสติกและเรซิน 5 แห่ง อุตสาหกรรมกระดาษและเยื่อกระดาษ 2 แห่ง และอุตสาหกรรมสิ่งทอ 1 แห่ง"

การนำเสนอรายงานการศึกษาดังกล่าวจัดทำขึ้นในวันนี้ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประธิปไตย ถนนราชดำเนิน อันเป็นพื้นที่หนึ่งในประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา นักกิจกรรมของกรีนพีซได้นำป้ายผ้าขนาด 3 x 7 เมตร ข้อความว่า "มลพิษไม่ใช่ความลับ ทุกคนมีสิทธิรู้ ร่วมกันปกป้องอ่าวไทย แหล่งอาหารของเรา" พร้อมด้วยถังสารเคมีและหุ่นกุ้ง หอย ปู ปลา มาแสดงเป็นสัญลักษณ์ของการผลักดันให้เกิดประชาธิปไตยในทางสิ่งแวดล้อมและดึงให้สาธารณชนมีส่วนร่วมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกป้องอ่าวไทยให้พ้นจากภัยคุกคามจากมลพิษอุตสาหกรรม

 

"การตอบรับแบบสำรวจในการศึกษาครั้งนี้เป็นที่น่าผิดหวังมาก โดยชี้ให้เห็นว่าสาธารณชนมีระดับของสิทธิการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ต่ำมาก" นายธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษของกรีนพีซกล่าว

นายธารายังได้ชี้ให้เห็นการใช้มาตรฐานต่างระดับของบรรษัทข้ามชาติที่สำรวจในการศึกษานี้ "มีบรรษัทข้ามชาติจำนวนมากที่มีประสบการณ์ในเรื่องของสิทธิในการรับรู้ของชุมชนและทำเนียบการปล่อยทิ้งและเคลื่อนย้ายสารพิษในประเทศแม่ของตน แต่บรรษัทเหล่านี้ก็ปฏิเสธที่จะปฏิบัติอย่างเดียวกันเมื่อมาดำเนินการในประเทศไทย"

กลุ่มกรีนพีซและกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรมได้เรียกร้องให้รัฐบาลริเริ่มมาตรการทางกฎหมายในการจัดทำบัญชีการใช้สารเคมีและรายงานการปล่อยสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการรับรองสิทธิในการรับรู้ของชุมชน องค์กรรณรงค์สิ่งแวดล้อมทั้งสองยังได้เรียกร้องต่อไปอีกว่ารัฐบาลควรริเริ่มมาตรการดังกล่าวในทันที ทั้งนี้เพื่อทำให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและชุมชนก็จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องตนเองอีกด้วย

องค์กรรณรงค์สิ่งแวดล้อมทั้งสองได้มีข้อวิพากษ์ต่อบรรษัทที่ลังเลจะให้ข้อมูลด้านสารเคมีเป็นพิษที่ใช้ในโรงงานและการปล่อยสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมโดยอ้างข้อมูลดังกล่าวว่าเป็นความลับทางการค้า

น.ส. เพ็ญโฉม ตั้ง ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรมให้ความเห็นว่า "ทำเนียบการปล่อยทิ้งและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) สามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลในการติดตามตรวจสอบว่าโรงงานอุตสาหกรรมว่าดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการลดและป้องกันมลพิษ นอกจากนี้ ยังเป็นตัวชี้วัดว่าหน่วยงานของรัฐมีความสำเร็จหรือล้มเหลวมากน้อยเพียงใดในการบังคับใช้นโยบายเหล่านั้น"

"สารมลพิษไม่ควรแม้แต่จะเป็นความลับทางการค้า และการปนเปื้อนของมลพิษในสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ร่วมกันก็หาใช่สิทธิในทางประชาธิปไตยแต่อย่างใด เป็นความรับผิดชอบในทางกฎหมายของรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมที่จะรับประกันว่าสิทธิของชุมชนที่จะอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีต้องมาก่อนเสมอ" น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวสรุป

Toxic Release from Multinationals in Thailand

หมวด