รักโลมา ปกป้องอ่าวไทย

เรื่องราว - พฤศจิกายน 29, 2546
บางปะกง -- 29 พฤศจิกายน 2546 – กรีนพีซจัดกิจกรรมดูโลมา ณ บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง เพื่อระดมพลังภาคประชาชนช่วยกันปกป้องระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ของอ่าวไทย

ชี้มลภาวะเป็นพิษจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่สำคัญของโลมาซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล (cetaceans)* ชนิดนี้ พร้อมกับผลักดันหน่วยงานรัฐสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดลึกซึ้งรอบด้านเพื่อดำรงไว้ซึ่งการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ยั่งยืนในพื้นที่

"คงไม่ผิดไปจากความ เป็นจริงหากจะกล่าวว่า โลมาเป็นแถวหน้าของ "ทูตสันถวไมตรี" แห่งทะเลอ่าวไทย กล่าวคือเรา "รู้จัก" โลมากันทั่วไป เรารู้ว่าโลมาเคยมีอยู่มากในอ่าวไทยและปัจจุบันก็ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ เรามีองค์ความรู้มากขึ้นถึงชนิดพันธุ์ การกระจายตัว นิเวศวิทยาและพฤติกรรม เรารู้ถึงภัยคุกคามไม่ว่าจะเป็นมลภาวะเป็นพิษ การทำลายแหล่งอาหารและถิ่นที่อยู่ แต่เรารู้น้อยมากถึงการปรากฎตัวของโลมาในบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง นอกเหนือไปจากที่ชาวประมงระบุว่าพวกเขาขึ้นมากินปลาดุกทะเลเป็นอาหาร" ธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานโครงการอ่าวไทยไร้มลพิษ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

จากรายงานวิจัยเรื่อง "ชนิด การกระจายและสถานภาพของโลมาบริเวณอ่าวไทยตอนใน" (2539) สรุปว่ามีโลมา 4 ชนิดคือโลมาหัวบาตรหลังเรียบ (finless porpoise-Neophocaena phocaenoides) โลมาหัวบาตรครีบหลัง(Irrawaddy Dolphin - Orcaella brevirostris), Indo-Pacific humpback dolphin (Sousa chinensis) ; โลมาหัวขวดปากสั้น (bottlenose dolphin-Tursiops truncates) รายงานวิจัยดังกล่าวระบุอีกว่า เมื่อ 30 ปีก่อน พบโลมาอิรวดีในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเกาะเกร็ด (85 กิโลเมตรจากปากแม่น้ำ) ในปี 2510 พบโลมาอิรวดีอยู่ในแม่น้ำบางปะกงเหนือปากแม่น้ำขึ้นไป 60 กิโลเมตรอีกด้วย จนถึงปีที่มีการวิจัย(2539) ระบุว่าพบ Indo-Pacific humpback dolphin (Sousa chinensis) บริเวณปากแม่น้ำทุกสายในอ่าวไทยตอนในและเป็นโลมาชนิดเดียวที่พบในแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน

โลมาชนิดหนึ่งในประเทศไทยที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์คือโลมาอิรวดี โดยเฉพาะที่พบในทะเลสาบสงขลา ในปี 2544 องค์กร WDCS ได้ให้ทุนการทำวิจัยเพื่อค้นหา taxonomy ของโลมาชนิดนี้รวมทั้งจำนวนประชากรและภัยคุกคามเพื่อนำไปสู่ความพยายามในการดำเนินการอนุรักษ์

ภาวะเสี่ยงของโลมาที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในมุมมองของนักสัตว์วิทยาทางน้ำ คือ ผลกระทบระยะยาวและกว้างขวางจากมลพิษของสารเคมีโดยเฉพาะกลุ่มสารประกอบคลอรีนอินทรีย์ (Organochlorine) ซึ่งเป็นมลพิษตกค้างที่มาจากพื้นที่เกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิตพลาสติก และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ลงไปสู่สิ่งแวดล้อมทางทะเล และจากการตกจากบรรยากาศ การตกตะกอน การไหลพัดพามากับแม่น้ำ วงจรอาหารบนบกและการรั่วไหลของมลพิษโดยตรง สารประกอบคลอรีนอินทรีย์ จะเข้าสะสมในสิ่งมีชีวิตตามลำดับห่วงโซ่อาหาร ได้แก่ แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ ซึ่งเป็นผลผลิตชั้นต้น ของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในน้ำ เมื่อเกิดการบริโภคตามลำดับ ห่วงโซ่อาหารก็จะเกิดการสะสมขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงสัตว์น้ำ(กุ้ง หอย ปู ปลา) ที่เป็นอาหารของโลมา โลมาแต่ละตัวกินปลานับเป็นหลายพันตัวในช่วงชีวิตหนึ่ง สารพิษจะเกิดการสะสมในร่างกาย และเมื่อถึงระดับหนึ่งก็จะเกิดพิษต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบสืบพันธุ์ในร่างกายขึ้น สิ่งที่ควรเป็นกังวลมากกว่านั้นอีกคือ การที่มลพิษตกค้างดังกล่าวส่งผ่านจากแม่โลมาไปยังลูก เนื่องจากมลพิษตกค้างสะสมอยู่ในไขมัน เมื่อโลมาเพศเมียให้กำเนิดลูก มลพิษที่สะสมในตัวแม่จะส่งถ่ายไปสู่ตัวอ่อนในครรภ์ เมื่อเกิดลูก ลูกโลมายังได้น้ำนมจากแม่ซึ่งมาจากไขมันที่สะสมอยู่ หากเป็นลูกตัวแรกจะได้รับมลพิษที่ตกค้างจากตัวแม่ถึงร้อยละ 80 นักวิจัยจำนวนมากเกรงว่า มลพิษในปริมาณดังกล่าวมีโอกาสที่จะทำให้ลูกโลมาตัวแรกถึงเสียชีวิตได้ หรือถ้าลูกโลมาเป็นเพศเมีย มลพิษที่สะสมอยู่ก็จะผ่านไปยังโลมาอีกรุ่นหนึ่งที่จะเกิดมา

เป็นที่ชัดเจนว่า ปัจจุบัน อ่าวไทยของเราเป็นแหล่งรองรับของเสียและมลพิษตกค้างหลายชนิด มีการศึกษาพบการสะสมทางชีวภาพของปรอทอินทรีย์ในห่วงโซ่อาหารในอ่าวไทยบางจุด มีงานวิจัยจำนวนมากศึกษาการปนเปื้อนของกลุ่มสารประกอบคลอรีนอินทรีย์และมลพิษจำพวกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนในระดับเตือนภัย แต่ยังไม่มีการศึกษาเรื่องการปนเปื้อนและสะสมของมลพิษเหล่านี้ในโลมาของอ่าวไทย ซึ่งจะเป็นกรณีตัวอย่างของภัยคุกคามต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมระบบนิเวศที่เป็นแหล่งน้ำ

"ยังไม่สายเกินไปหากเราช่วยกันปกป้องอ่าวไทยตั้งแต่วันนี้ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องจำหลักการป้องกันไว้ก่อนไว้ในใจ เราจำเป็นต้องยกเลิกการผลิตมลพิษตกค้างจากภาคอุตสาหกรรม เราต้องทำงานฟื้นฟูระบบนิเวศอ่าวไทยที่โดนทำลาย ขณะเดียวกันปกป้องส่วนที่ยังอุดมสมบูรณ์ที่หลงเหลืออยู่ และที่สำคัญสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยโลมาที่บางปะกงอย่างละเอียดลึกซึ้งรอบด้าน" ธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานโครงการอ่าวไทยไร้มลพิษ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเพิ่มเติม "การปรากฏตัวของโลมาที่อ่าวปะกงเตือนสติให้เรารำลึกถึงความมหัศจรรย์และชะตากรรมของโลกที่เราอาศัยอยู่ เราควรใช้โอกาสนี้ศึกษาสถานภาพ นิเวศวิทยาและพฤติกรรม ซึ่งนำไปสู่การอนุรักษ์โลมา แหล่งอาหารและถิ่นที่อยู่อาศัยตลอดจนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น"

หมายเหตุบรรณาธิการ : * วาฬ (Whales) โลมา (Dolphins) และพอร์พอยส์ (porpoise) เป็นที่รู้จักกันในภาพรวมว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล หรือ cetaceans ซึ่งมาจากคำในภาษาละติน cetus ซึ่งหมายถึงสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และคำในภาษากรีก ketos ซึ่งหมายถึงสัตว์ประหลาดแห่งท้องทะเล. ** Somchai Mahakunlayanakul, "Species, Distribution and Status of Dolphins in the Inner Gulf of Thailand, 1996", Master degree of Environmental Science Chulalongkorn University.