อนุสัญญาสต๊อกโฮล์ม : ชัยชนะเพื่อสิ่งแวดล้อม

เรื่องราว - กุมภาพันธ์ 20, 2547
กรุงเทพ, 20 กุมภาพันธ์ 2547 – ฝรั่งเศส เป็นประเทศที่ 50 ที่ให้สัตยาบันในอนุสัญญาสต๊อกโฮล์ม และทำให้อนุสัญญานี้ มีผลบังคับใช้ โดยมีลักษณะเป็นคำสั่งให้ประเทศ ที่เป็นภาคี ต้องปกป้องสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน จากผลกระทบที่เกิดจากสารเคมีเป็นพิษ (1)

"สิ่งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะสำหรับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แรงผลักดันทางการเมือง และจากประชาคมโลก เป็นสิ่งรับประกันอนาคตที่ปลอดภัย ให้กับคนรุ่นหลังได้ เพียงแต่คำนึงถึงสุขภาพของประชาชน มากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้นๆ ที่ได้จากโรงงานอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษทั้งหลาย" ธารา บัวคำศรี เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านสารพิษกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

อนุสัญญาสต๊อกโฮล์ม เริ่มนำมาใช้เมื่อ 23 พฤษภาคม 2544 ที่กรุงสต๊อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน หลังจากมีการหารือกันนานหลายปี และมีการขัดขวางอย่างต่อเนื่องจากสหรัฐอเมริกา และบริษัทขนาดใหญ่ อนุสัญญาสต๊อกโฮล์ม เป็นข้อตกลงที่มีผลบังคับทางกฎหมายเหมือนกันทั่วโลก กับนิติบุคคล ที่มีการผลิต ใช้ และปล่อยสารพิษ ที่มีผลทำลายสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน (2)

"การให้สัตยาบันในอนุสัญญาสต๊อกโฮล์ม ของฝรั่งเศสครั้งนี้ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ประเทศอุตสาหกรรม ยังออกมาเรียกร้องต่อบริษัทขนาดใหญ่ ให้มีมาตรการป้องกัน ก่อนที่จะเกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม หรือผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน" ธารา กล่าว (3)

บริบทสำคัญของอนุสัญญานี้ อยู่ที่การเรียกร้องให้ขจัดมลพิษตกค้างยาวนาน และสารเคมีเป็นพิษอีก 12 ชนิด ที่เรียกว่า 'dirty dozen' รวมทั้งเจตนาในการผลิตสารเคมีจำพวกยาฆ่าแมลง และโพลีคลอริเนต ไบฟีนีลส์ (PCBs) เช่นเดียวกับผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม เช่น สารฟูราน และไดออกซิน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็ง และถูกปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้คลอรีน และจากโรงเผาขยะเป็นส่วนใหญ่

อนุสัญญาสต๊อกโฮล์ม ไม่สนับสนุนให้โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยมลพิษตกค้างยาวนานเพิ่มขึ้นในบรรยากาศอีก แต่ให้แนวทางในเรื่องการทำตลาด และนำมาใช้ใหม่ อีกนัยหนึ่งคือ อนุสัญญานี้ ห้ามอุตสาหกรรมเคมีทิ้งขยะเคมี แต่มีผลบังคับให้อุตสาหกรรมนำสารพิษมาหมุนเวียนใช้ใหม่ หรือที่เรียกว่า หลักการเข้าแทนที่ (4)

"ความท้าทายของอนุสัญญานี้ คือ ทำให้อนุสัญญานี้บรรลุผลสำเร็จ แทนที่จะหาทางออกกันเฉพาะหน้า เช่นเรื่องโรงงานเผาขยะ มันจะคุ้มทุนกว่ามาก หากลงไปแก้ที่ต้นเหตุ และใช้วิธีแทนที่อย่างยั่งยืน" เควิน สแตร์ส์ นักรณรงค์ กรีนพีซสากล กล่าว "ทุกวันนี้มีสารพิษปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม และร่างกายของเรามากขึ้น การดำเนินการเพื่อกำจัดมลพิษตกค้างยาวนาน จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน"

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รณรงค์ต่อต้านการใช้เตาเผาขยะ และสนับสนุนการกำจัด และลดปริมาณขยะอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี "ประเทศไทย ลงนามในอนุสัญญาสต๊อกโฮล์ม (5) แล้วเช่นกัน และเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ที่ต้องให้สัตยาบัน เพื่อให้แผนปฎิบัติการแห่งชาติ (NIP) พัฒนาต่อไปได้ และยังเป็นผลดีต่อประเทศไทย ที่จะทวงถามถึงสิทธิการรับรู้ของชุมชน และการรวมกันระหว่างการพัฒนาทะเบียนการปล่อยทิ้งสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR) กับยุทธศาสตร์การจัดการสารพิษแห่งชาติ (6)

หมายเหตุ

(1) พิธีสารจะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน หลังจากประเทศที่ 50 ให้สัตยาบัน

(2) อนุสัญญาสต๊อกโฮล์มว่าด้วยมลพิษตกค้างยาวนาน เป็นข้อตกลงที่มีผลบังคับทางกฎหมาย เพื่อขจัดมลพิษตกค้างยาวนาน ตามหลักการป้องกันไว้ก่อน http://www.pops.int

(3) รายชื่อประเทศที่ลงนาม http://www.pops.int/documents/signature/signstatus.htm

(4) เมื่อมีการคุกคามที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพของประชาชน อย่างที่สุดแล้ว จำต้องมีกิจกรรม, แนวทางปฎิบัติ หรือผลิตภัณฑ์ รวมทั้งทางเลือกอื่น ที่สามารถนำมาใช้แทนที่กันได้

(5) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2545 ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาฯ แม้ว่าจะยังไม่ให้สัตยาบัน แต่ภายใต้อนุสัญญาฯนี้ ไทยมีพันธกรณีในการพัฒนาแผนปฎิบัติการให้ลุล่วงภายใน 2 ปี นับจากวันที่ลงนาม เพื่อลดการปล่อยมลพิษตกค้างยาวนานทั้งหมด และเพื่อสนับสนุนการใช้เครื่องมือ และแผนปฎิบัติการสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนปฎิบัติงาน

(6) อนุสัญญาสต๊อกโฮล์ม กำหนดแนวทางที่เป็นไปได้สำหรับประเทศไทย ที่จะให้ทะเบียนการปล่อยทิ้งสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR) ปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นมา ส่วนแผนปฎิบัติการแห่งชาติ (NIP) นั้น หลายประเทศสามารถแก้ไขรายงาน และตรวจสอบการปล่อยสารพิษ (โดยเฉพาะการปล่อยมลพิษตกค้างยาวนาน)ได้ อนุสัญญาสต๊อกโฮล์ม เรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาให้มีการพิจารณาการพัฒนากลไกลต่างๆ เช่น ทะเบียนการปล่อยทิ้งสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม เอกสารตีพิมพ์อย่างเป็นทางการหลายฉบับสำหรับการพัฒนา NIP, PRTR คือการอ้างอิงในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดการสารเคมี ซึ่งเป็นบทบาทที่มีมาแต่เดิมในแผนปฎิบัติการแห่งชาติ อนุสัญญาฯ ยังจัดสรรเงินทุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ถึง 500,000 เหรียญสหรัฐ สำหรับการดำเนินการให้ NIP บรรลุผล NIP ยังได้เงินทุน เพื่อใช้ในการดำเนินการหาแนวทางที่เป็นไปได้ เพื่อรวม PRTR เข้าไปไว้ในยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติของประเทศไทย

หมวด