วิกฤติป่าเอเชีย-แปซิฟิก

รัฐบาลอินโดฯ ต้องยุติการลักลอบตัดไม้

เรื่องราว - มีนาคม 1, 2547
จาการ์ต้า, 1 มีนาคม 2547 – วันนี้ กรีนพีซ เปิดเผยหลักฐานการทำลายป่า ตามแนวชายฝั่งในจังหวัดกลิมันตันกลาง ซึ่งอาสาสมัครกรีนพีซ พร้อมเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ เก็บรวบรวมไว้ได้ตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประกอบด้วยเรือต้องสงสัย, เรือลากโยง และเรือบรรทุกจำนวน 55 ลำ ที่ล้วนอยู่ในขบวนการลักลอบค้าไม้

กรีนพีซ ยังพบหลักฐานการค้าไม้ จากการลักลอบตัดไม้ ในพื้นที่ ที่ยังไม่เปิดให้สัมปทาน ในจังหวัดกลิมันตันกลาง ซึ่ง พบว่า มีการลักลอบตัดไม้เป็นบริเวณกว้าง การเปิดโปงหลักฐานของเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ เมื่อเดือนที่แล้ว เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนนานาชาติ ถึงปัญหาการลักลอบตัดไม้ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ยังไม่มีมาตรการที่จริงจังในการแก้ปัญหานี้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กรีนพีซ พร้อมเรือลาดตระเวนของกองทัพเรืออินโดนีเซีย ขับไล่เรือลักลอบขนถ่ายไม้ของเวียดนามออกไปนอกน่านน้ำของกลิมันตันกลาง ตามข้อเรียกร้องของกรีนพีซ ที่มีต่อกระทรวงป่าไม้ของอินโดนีเซีย และขณะนี้หลักฐานสำคัญของการลักลอบค้าไม้ในบริเวณแม่น้ำลามันเดา และคูไม ยังคงอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีของตำรวจอินโดนีเซีย

"เราเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียมีปฎิกิริยา พร้อมๆ กับที่กรีนพีซก็พร้อมเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง" เฟธ โดเออร์ตี้ คณะที่ปรึกษากรีนพีซ กล่าว "รัฐมนตรีป่าไม้แสดงพลังทางการเมืองแล้ว ด้วยการขับไล่เรือฮา ตินห์ ศูนย์ หก ของเวียดนาม ออกไป แม้ยังไปไม่ไกลก็ตาม กรีนพีซ ยังติดต่อไปยังประธานาธิบดีเมกาวตี เรียกร้องให้มีการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อหยุดยั้งการค้าไม้จากการตัดไม้อย่างผิดกฎหมาย"

อะเด ฟัดลี นักรณรงค์กลุ่ม WALHI กล่าวว่า "รัฐบาลอินโดนีเซีย ควรจะดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที จากหลักฐานสำคัญที่พบ และควรจะบังคับให้หยุดการตัดไม้ รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างของอุตสาหกรรมป่าไม้ในอินโดนีเซียด้วย ยิ่งกว่านั้น ประเทศผู้นำเข้าไม้ก็สมควรจะระงับการสั่งไม้ และคว่ำบาตรบริษัทที่ขโมยไม้จากพื้นที่ของชนพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์จากการทำลายป่า ทั้งโดยถูกต้อง และผิดกฎหมาย"

ฮัปโซโร ผู้อำนวยการกลุ่มเทลาปัก กล่าวว่า "เราต้องการให้รัฐบาลอินโดนีเซีย ออกมาตรการที่เข้มงวด ในพื้นที่บริเวณแม่น้ำลามันเดา และคูไม เพราะเป็นบริเวณที่มีหลักฐานชัดเจนว่า มีการลักลอบตัด และค้าไม้เถื่อน หากทางการ ยังเพิกเฉย ก็ทำให้คาดการณ์ต่อไปได้ว่า ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย ในพื้นที่อื่นๆ ของอินโดนีเซียได้เช่นกัน"

โตกู มานูรัง ผู้อำนวยการฟอร์เรสต์ วอทช์ อินโดนีเซีย กล่าวว่า "อัตราการตัดไม้ทำลายป่าในอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ประมาณได้มากกว่า 3.8 ล้านไร่ ต่อปี การตัดไม้ทั้งโดยถูกต้อง และผิดกฎหมายในอินโดนีเซีย เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง ด้วยสาเหตุที่สืบเนื่องจากการคอรัปชั่น พร้อมทั้งยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัด และไม่มีการเอาจริงเอาจังจากรัฐบาลในการแก้ปัญหา เรากำลังเผชิญกับการทำลายป่า ซึ่งเป็นหายนะอันใหญ่หลวง และเป็นบทเรียนราคาแพงมากสำหรับอินโดนีเซีย"

ประมาณ 90% ของการตัดไม้ในอินโดนีเซีย ล้วนกระทำอย่างผิดกฎหมาย โดยตลาดนำเข้าไม้เหล่านี้คือ จีน, สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ ส่วนประเทศผู้ผลิตอย่างปาปัว นิว กินี และอินโดนีเซีย ก็ตัดไม้ป้อนความต้องการของตลาด โดยไม่มีการบังคับใช้ที่เหมาะสมของกฎหมายป่าไม้แห่งชาติ

"วิกฤติที่เกิดขึ้นในผืนป่าของเอเชียแปซิฟิก กำลังมากขึ้นเรื่อยๆ" ทิม เบิร์ช นักรณรงค์ กรีนพีซสากล กล่าว "รัฐบาลอินโดนีเซีย เข้าร่วมการประชุมว่าด้วยสิ่งมีชีวิตบนโลก ที่มาเลเซีย เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งตกลงกันว่า ต้องกำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องพืช และสัตว์ ที่ใกล้สูญพันธุ์ รัฐบาลอินโดนีเซีย น่าจะใช้โอกาสที่กรีนพีซ เปิดเผยหลักฐานการตัดไม้ทำลายป่า ในผืนป่าของอินโดนีเซีย เป็นช่องทางในการบังคับใช้กฎหมาย และตลาดทั่วโลก ยังเป็นแรงผลักดันให้มีการตัดไม้ในอินโดนีเซียด้วย กรีนพีซ จะตามล่าทุกบริษัท ที่สั่งซื้อไม้เถื่อนเหล่านี้ และกดดันให้หยุดพฤติกรรมนั้นเสีย กรีนพีซ จะแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่บริษัทเหล่านั้นทำ เป็นผลร้ายกับธุรกิจของพวกเขาเอง" (1)

Note to the Editors (1) เมื่อปีที่แล้ว กรีนพีซ ประสบความสำเร็จ ในการกดดันให้บริษัทสัญชาติอังกฤษ 3 แห่งยกเลิกสัญญาซื้อไม้อัดแปรรูป จากบริษัทค้าไม้ของอินโดนีเซีย รวมทั้งบริษัทบาริโต้ แปซิฟิก มูลค่าหลายล้านปอนด์ บริษัทของอังกฤษหลายแห่งที่ยกเลิกสัญญาซื้อไม้ ได้แก่บริษัททราวิส เปอร์คินส์, จิวสันส์ และฟินน์ ฟอเรสต์

หมวด