อาเซียน กลายเป็นแหล่งทิ้งขยะพิษ?

มาเลเซีย เป็นกรณีตัวอย่างของข้อบังคับที่หละหลวม

เรื่องราว - มิถุนายน 10, 2547
กรุงเทพฯ, 10 มิถุนายน 2547 – ประเทศสมาชิกอาเซียนควรลงมติอย่างเร่งด่วน ในการสกัดกั้นการใช้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแหล่งทิ้งขยะพิษ ซึ่งปัจจุบันประเทศในอาเซียน ที่ยังไม่มีมาตรการบังคับใช้ตามอนุสัญญาบาเซิล กำลังปล่อยให้ประชากร และสิ่งแวดล้อมเป็นเหยื่อรองรับผลกระทบจากขยะพิษ ที่ประเทศอื่นไม่ต้องการ

ข้อเรียกร้องของกรีนพีซ มีขึ้นหลังจากพบโกดังกากอ็อกไซด์ของทองแดง ในปริมาณ 12,000 ตันในโรงงานแห่งหนึ่งในรัฐโจฮอร์ ของมาเลเซีย โดยรัฐบาลมาเลเซีย ตรวจสอบพบว่า กากอ็อกไซด์ของทองแดงทั้งหมดนี้ นำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย จากประเทศไต้หวัน

"กรณีที่เกิดขึ้นเป็นตัวอย่างหนึ่งให้คิดได้ว่า หากสามารถเกิดขึ้นในมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญาบาเซิล ทั้งยังเป็นประเทศที่ให้สัตยาบันในข้อตกลงห้ามการเคลื่อนย้าย (Basel Ban Amendment ) ก็มีโอกาสมากขึ้นที่ประเทศอื่นในอาเซียน จะกลายเป็นแหล่งทิ้งขยะพิษ" ฟรานซิส เดอ ลา ครูซ เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านสารพิษ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

กรีนพีซ พบว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นแหล่งยอดนิยมในการทิ้งขยะพิษ ฟิลิปปินส์ ไทย และกัมพูชา กลายเป็นที่ทิ้งขยะพิษจำนวนมหาศาล ซึ่งมีทั้งตะกั่วจากแบตเตอรี่ ยางรถยนต์เก่า คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เวชภัณฑ์ และเถ้าถ่านจากโรงงานเผาขยะ แม้ว่า ขยะพิษบางส่วน จะถูกไปใช้รีไซเคิล แต่แท้จริงแล้ว เป็นกลอุบายที่ต้องการหลีกเลี่ยงการจัดการขยะที่ต้องลงทุนมหาศาล ของประเทศต้นทาง

ระหว่างปี 2543- 2546 ตะกั่วจากแบตเตอรี่มากกว่า 4,000 ตัน จากนิวซีแลนด์ ส่งไปยังโรงงานหลอมตะกั่วที่ฟิลิปปินส์ เพื่อรีไซเคิล แต่กลายเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาในชุมชน

เมื่อปี 2546 รัฐบาลไทยพบขยะพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมประมาณ 20 ตัน จากอังกฤษ ในท่าเรือคลองเตยของไทย และพยายามส่งกลับไปยังอังกฤษ

ในปี 2542 บริษัทฟอร์โมซ่า พลาสติก ของไต้หวัน นำเถ้าถ่านจากโรงงานเผาขยะ 2,700 ตัน ที่มีสารปรอทปนเปื้อน ไปทิ้งในกัมพูชา

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นแหล่งทิ้งขยะพิษของนักค้าขยะข้ามชาติ เนื่องจากไม่มีข้อบังคับ และไม่เอาจริงกับการกำหนดข้อบังคับการค้าขยะพิษ

"การห้ามนำเข้าขยะพิษ จะมีผลบังคับใช้มากขึ้น หากมีข้อบังคับเดียวกันในระดับภูมิภาค ซึ่งเท่ากับปิดโอกาสให้นักค้าขยะข้ามชาติจะไปหาประเทศอื่นที่มีข้อบังคับที่หละหลวมกว่า" เดอ ลา ครูซ กล่าว

กรีนพีซ เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียน ให้สัตยาบันในข้อตกลงห้ามการเคลื่อนย้าย (Basel Ban Amendment) ให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นได้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด ข้อตกลงห้ามการเคลื่อนย้าย (Basel Ban Amendment) มีการลงนามแล้วของประเทศภาคี 62 ประเทศ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอนุสัญญาบาเซิล และจะมีผลบังคับในการห้ามส่งออกขยะพิษจากประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรป หรือจากองค์การความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ไปยังประเทศอื่นๆ มีประเทศที่ให้สัตยาบันแล้ว 44 ประเทศจากทั้งหมด 62 ประเทศ ในอาเซียน มีเพียงมาเลเซีย และบรูไน เท่านั้น ที่ให้สัตยาบันในข้อตกลงห้ามการเคลื่อนย้าย (Basel Ban Amendment)

"หากอาเซียนสนับสนุนข้อตกลงห้ามการเคลื่อนย้าย ความคลุมเครือในข้อบังคับการเคลื่อนย้ายขยะพิษจะหมดไป และความรับผิดชอบจะตกอยู่กับประเทศที่ส่งออกขยะพิษ ในฐานะก่ออาชญากรรม หากมีการขนถ่ายขยะพิษในอาเซียนอีก"

"มันแน่ชัดว่า หากไม่มีข้อบังคับที่เข้มงวดกว่านี้ นักค้าขยะข้ามชาติก็จะกล้าที่จะใช้ประเทศในอาเซียนเป็นแหล่งทิ้งขยะพิษจากประเทศในโลกอุตสาหกรรม จึงถึงเวลาแล้วที่อาเซียน จะร่วมใจกันเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า" เดอ ลา ครูซ สรุป

หมวด