กรีนพีซเผยรายงาน 'คนยุโรปไม่เอาจีเอ็มโอ'

ชี้หากรัฐมีนโยบายปลูกจีเอ็มโอ จะทำลายตลาดส่งออก

เรื่องราว - กุมภาพันธ์ 8, 2548
กรุงเทพฯ 8 กุมภาพันธ์ 2548 – กรีนพีซเผยผลสำรวจล่าสุดตลาดอาหารและเครื่องดื่มมูลค่าปีละกว่า 53 ล้านล้านบาทในสหภาพยุโรปยังปิดตายสำหรับอาหารติดฉลากจีเอ็มโอ กลุ่มผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำในยุโรปยืนยันชัดเจน ไม่ผลิตและไม่ขายสินค้าจีเอ็มโอ ชี้พลังผู้บริโภคยุโรปเข้มแข็งกว่ากฎหมาย สินค้าติดฉลากจีเอ็มโอทยอยถอนตัวออกจากตลาดกว่า 20 รายการ จากที่สำรวจพบทั้งหมด 77 รายการ ชี้หากรัฐกำหนดนโยบายเปิดรับจีเอ็มโอ จะทำลายตลาดส่งออกในยุโรปแน่นอน

ในรายงานเรื่อง " ไม่มีตลาดสำหรับสินค้าติดฉลากจีเอ็มโอในยุโรป " กรีนพีซได้จัดทำแบบสอบถามผู้ค้าปลีกและบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำ 60 แห่งในยุโรป พบว่า 49 บริษัทมีนโยบายปลอดจีเอ็มโอในในสินค้าที่ส่งขายทั่วยุโรป และในตลาดหลักที่บริษัทนั้นๆ มียอดขายมากกว่า 80% โดยยอดขายโดยรวมของบริษัทที่มีนโยบายปลอดจีเอ็มโอสูงถึง 646 พันล้านยูโร หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 60% ของยอดขายสินค้าบริโภคทั้งหมดในยุโรปที่มีมูลค่า 1,069 พันล้านยูโร (53 ล้านล้านบาท)

กรีนพีซได้จัดทำรายงานฉบับนี้เพื่อสำรวจผลและการเตรียมความพร้อมของผู้ค้าปลีกและบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มในยุโรป เพื่อรับกับกฎหมายใหม่ว่าด้วยเรื่องการติดฉลากและระบบการสืบย้อนกลับ ( labelling regislation and treacibility systems) ที่มีผลบังคับใช้เมื่อ 18 เมษายน 2547 โดยในการสำรวจใน 10 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปพบว่ามีสินค้าที่ติดฉลากจีเอ็มโอจำนวน 77 รายการ ส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น และเกาหลี วางขายในประเทศเนเธอร์แลนด์ สาธารณรัฐเชค เยอรมนี ฝรั่งเศส และสโลวาเกีย อย่างไรก็ตามขณะนี้สินค้าดังกล่าวได้ถอนตัวออกจากตลาดแล้วจำนวน 21 รายการ อันเนื่องมาจากการไม่ยอมรับของผู้บริโภค

ผลการสำรวจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า กลุ่มบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มสามารถปฏิบัติตามกฎการติดฉลากได้ทั้งทางด้านเทคนิคและด้านราคา ดังจะเห็นได้ว่าแม้แต่บริษัทในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่มักมีข้ออ้างว่าไม่สามารถติดฉลากได้ เพราะมีปัญหาด้านเทคนิคและทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ก็ยังสามารถติดฉลากสินค้าจีเอ็มโอของตนเอง แล้วส่งไปขายในสหภาพยุโรปเพื่อทำกำไร แม้ว่าตลาดในยุโรปจะไม่ยอมรับก็ตาม และแน่นอนว่าเมื่อกลุ่มผู้บริโภคและบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มในสหภาพยุโรปมีนโยบายและมาตรการผลิตสินค้าปลอดจีเอ็มโอเช่นนี้แล้ว จะไม่มีวันที่สหภาพยุโรปจะหวนกลับไปยอมรับสินค้าจีเอ็มโอ

ด้านภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า จากรายงานล่าสุด แสดงให้เห็นว่าตลาดยุโรปปิดตายสำหรับอาหารจีเอ็มโอ ดังนั้นหากรัฐบาลมีนโยบายอนุญาตให้มีการทดลองพืชจีเอ็มโอในพื้นที่เปิด และอนุญาตให้ปลูกพืชจีเอ็มโอได้ ก็เท่ากับทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ความเสี่ยงทั้งการปนเปื้อนจีเอ็มโอต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้ประเทศไทยสูญเสียมูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มมูลค่ามหาศาล

วัลลภ พิชญ์พงศ์ศา สมาชิกเครือข่ายธุรกิจปลอดจีเอ็มโอ ให้ความเห็นว่า รายงานชิ้นนี้แสดงว่า ถึงจะมีการอนุญาตให้ขายสินค้าที่มีส่วนผสมของจีเอ็มโอในยุโรป แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค และในอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องตระหนักก็คือ ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มและห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ในยุโรปมีนโยบายชัดเจนที่จะไม่ใช้ผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอในแบรนด์ของตนเอง ดังนั้นประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอาหารต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับจีเอ็มโอ และรัฐบาลชุดที่แล้วได้ทำถูกต้องแล้ว ที่ให้มีการทบทวนนโยบายที่จะอนุญาตเปิดให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอในประเทศไทย

ดาวน์โหลดรายงานได้จากเว็บไซต์ของกรีนพีซที่

http://www.greenpeace.org/international_en/multimedia/download/1/724658/0/ mktnew.pdf