เหยื่อมอนซานโต้แฉกฎหมายสิทธิบัตรอยู่เหนือสิทธิเกษตรกร

เตือนคนไทยอย่ายอมให้จีเอ็มโอปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

เรื่องราว - กุมภาพันธ์ 17, 2548
กรุงเทพฯ 17 กุมภาพันธ์ 2548 - เกษตรกรแคนาดาเตือนคนไทย อย่ายอมให้ปลูกพืชจีเอ็มโอในประเทศไทย เผยขณะนี้พืชจีเอ็มโอในแคนาดาแพร่กระจายในไร่นา ส่งผลกระทบถึงเกษตรกรทั่วประเทศ ไม่สามารถควบคุมได้ เป็นบทพิสูจน์ว่าพืชจีเอ็มโอกับพืชธรรมชาติอยู่ร่วมกันไม่ได้ และภายใต้กฎหมายสิทธิบัตร เกษตรกรต้องเสียเปรียบวันยังค่ำ

เพอร์ซี่ ชไมเซอร์ เกษตรกรผู้ปลูกคาโนลาในรัฐซาเกสเชวัน แถบตะวันตกของแคนาดา ผู้ซึ่งบริษัทมอนซานโต้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกรณีพบคาโนลาจีเอ็มโอในไร่ของเขากล่าวถึงสถานการณ์การปนเปื้อนพืชจีเอ็มโอแคนาดาว่า ภายหลังจากรัฐบาลแคนาดาอนุญาตให้ปลูกคาโนล่าและถั่วเหลืองจีเอ็มโอตั้งแต่ปี 2539 ปัจจุบันพบว่าคาโนลาและถั่วเหลืองทั้งหมดกลายเป็นจีเอ็มโอไปหมดแล้ว

เพอร์ซี่กล่าวอีกว่า คำมั่นสัญญาที่บริษัทมอนซานโต้เคยให้ไว้กับเกษตรกรเมื่อปี 2539 ว่าพืชจีเอ็มโอจะช่วยเพิ่มผลผลิต และลดการใช้สารเคมีไม่เป็นความจริง กระทรวงเกษตรของแคนาดาได้เปิดผลการศึกษาว่า ผลผลิตของคาโนลาจีเอ็มโอต่ำกว่าคาโนลาปกติถึง 6.2 เปอร์เซนต์ ส่วนกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยผลการศึกษาถึงผลผลิตของถั่วเหลืองจีเอ็มโอว่าต่ำกว่าถั่วเหลืองปกติ 15 เปอร์เซนต์ นอกจากนี้คุณภาพเมล็ดพันธุ์ยังต่ำ และต้องใช้สารเคมี (ยาฆ่าหญ้า) มากขึ้น เพราะเกิดพืชยักษ์ (ซูเปอร์วีด) ที่ต้านทานยาฆ่าหญ้าได้ และการแพร่กระจายของพืชจีเอ็มโอยังส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ โดยไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศที่ปฏิเสธจีเอ็มโอได้

"ถ้าประเทศไทยอนุญาตให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอได้ ภายในเวลา 4-5 ปี จะไม่มีเมล็ดพันธุ์พืชปกติหลงเหลืออยู่ เนื่องจากไม่มีใครสามารถควบคุมการปนเปื้อนจากการผสมพันธุ์ทางละอองเกสร และการเคลื่อนย้ายเมล็ดพันธุ์จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจได้" เพอร์ซี่ กล่าว

เพอร์ซี่กล่าวว่า แม้ศาลสูงแคนาดาจะตัดสินให้เขาไม่ต้องจ่ายเงินค่าสิทธิบัตรให้กับบริษัทมอนซานโต้ แต่เขาต้องจ่ายเงินค่าดำเนินคดีในศาลมากกว่า 400,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 16 ล้านบาท) ซึ่งเกษตรกรที่ถูกมอนซานโต้กล่าวว่าหากละเมิดสิทธิบัตร และไม่ต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมสิทธิบัตรจะต้องนำเรื่องขึ้นศาลเท่านั้น จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เกษตรกรทั่วไปจะมีความสามารถทางด้านการเงินและเวลาในการต่อสู้กับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีฝ่ายกฎหมายและเงินมหาศาล ดังนั้นเกษตรกรในแคนาดาที่ถูกปนเปื้อนด้วยจีเอ็มโอส่วนใหญ่จึงยอมที่จะเจรจาทางลับกับบริษัทมอนซานโต้ โดยต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมแลกกับการถูกนำตัวขึ้นศาล

บริษัทมอนซานโต้ยื่นฟ้องเพอร์ซี่เมื่อปี 2541 ด้วยข้อหาว่า เพอร์ซี่ นำคาโนลาจีเอ็มโอซึ่งบริษัทมอนซานโต้เป็นเจ้าของสิทธิบัตรไปปลูกโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเพอร์ซี่อ้างว่าคาโนลาจีเอ็มโอหลุดรอดมาจากแปลงของเพื่อนบ้าน และเมล็ดพันธุ์คาโนลาที่เขาปรับปรุงพันธุ์ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลากว่า 50 ปี ยังถูกปนเปื้อนอีกด้วย ศาลสูงแคนาดาได้ตัดสินคดีของเพอร์ซี่เมื่อ พฤษภาคม 2547 ว่าบริษัทมอนซานโตมีสิทธิ์ในเมล็ดพันธุ์คาโนลาจีเอ็มโอ ไม่ว่าเมล็ดพันธุ์จะไปปรากฎอยู่ที่ใด และด้วยวิธีการใดก็ตาม แต่เพอร์ซี่ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว

ปัจจุบันเพอร์ซี่ ได้ขายที่ดินบางส่วนเพื่อนำเงินไปจ่ายค่าดำเนินดคี และเลิกปลูกคาโนลา เนื่องจากตระหนักดีว่ายังมีเมล็ดพันธุ์คาโนลาจีเอ็มโอตกหล่นในที่ดิน และเมล็ดพันธุ์คาโนลาของเขาปนเปื้อนจีเอ็มโอไปหมดแล้ว หากยังคงปลูกคาโนลาต่อไปและพบว่ามีคาโนลาจีเอ็มโอเข้ามาปนเปื้อนแม้เพียง 1 เปอร์เซนต์ ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามกฎหมายสิทธิบัตร

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเพอร์ซี่ เป็นกรณีตัวอย่างที่ดีให้กับเกษตรกรไทย และเป็นบทพิสูจน์ให้กับสังคมไทยได้ว่า ประเทศไทยไม่ควรกำหนดนโยบายให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอร่วมกับพืชปกติ ขณะเดียวกันเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของจีเอ็มโอต่อพืชปกติ รัฐบาลจึงไม่ควรยกเลิกมติครม.ห้ามทดลองจีเอ็มโอในระดับไร่นา ส่วนการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นไปแล้ว เช่น ในกรณีมะละกอจีเอ็มโอ ก็จำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องกำหนดมาตรการทำลายอย่างถูกวิธี และติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง