กรีนพีซระบุใช้สารเคมีเกษตรเกินจำเป็นส่งผลร้ายต่อคุณภาพน้ำในไทย

เรื่องราว - กุมภาพันธ์ 1, 2551
รายงานล่าสุดของกรีนพีซเปิดเผยว่าการใช้สารเคมีเกษตรเกินขนาดในประเทศไทยมานานหลายทศวรรษก่อมลพิษให้แก่แหล่งน้ำในประเทศ และสร้างความเสี่ยงโดยตรงให้กับสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

คนงานฉีดพ่นยากำจัดวัชพืชพาราควอทที่มีพิษร้ายแรงลงบนแปลงเพาะปลูกพืชผล พาราควอทเป็นสารฆ่าหญ้าที่นิยมใช้กันแพร่หลายในหลายๆ ประเทศทั่วโลก และมีรายงานเกี่ยวกับการเกิดพิษของพาราควอทจำนวนมากในประเทศไทย

รายงานฉบับล่าสุดของกรีนพีซ ชื่อ " เผยโฉมเคมีเกษตร: การใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงในประเทศไทย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม" (1) เปิดเผยว่าระหว่าง พ.ศ. 2504-2547 มีการใช้ปุ๋ยเคมีในประเทศเพิ่มขึ้นในอัตราทวีคูณ จาก 18,000 ตัน เป็น 2 ล้านตันใน พ.ศ. 2547 แต่การใช้ปุ๋ยเคมีที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนั้นไม่ได้ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด กลับทำให้ผลผลิตของข้าวและข้าวโพดเพิ่มขึ้นเพียง 2 เท่า เท่านั้น

"เกษตรกรรมเคมีมีข้อบกพร่องอย่างร้ายแรงเนื่องจากให้ผลผลิตต่ำและก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ปัจจุบันแหล่งน้ำดื่มของเราถูกคุกคามจากการใช้สารเคมีเกินขนาดในพื้นที่เพาะปลูกมาหลายทศวรรษ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของเรา การทำเกษตรกรรมรูปแบบนี้ควรยุติลง และใช้วิธีการอื่นแทน" นางสาวณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

"อนาคตของเกษตรกรรมขึ้นอยู่กับการเกษตรสมัยใหม่ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ และไม่ก่อมลพิษแก่แหล่งน้ำดื่มของชาวไทย"

ใน พ.ศ.2537-2548 ประเทศไทยนำเข้ายาฆ่าแมลงเพิ่มขึ้น 3 เท่า โดยเพิ่มขึ้นไปถึง 80,000 ตันใน พ.ศ. 2547 ยาฆ่าแมลงถูกนำไปใช้กับการปลูกผักและผลไม้ในปริมาณมากที่สุด เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดสูงกว่าพืชผลชนิดอื่น ปัจจัยที่นำไปสู่การใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่ การขยายตัวของการปลูกพืชเศรษฐกิจ ราคายาฆ่าแมลงที่ลดลง เกษตรกรขาดความรู้ในการใช้ยาฆ่าแมลงอย่างถูกต้อง และการส่งเสริมการใช้ยาฆ่าแมลงของรัฐบาล

จากผลการสำรวจพื้นที่เพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่งของกรีนพีซในภาคกลางของประเทศไทยพบว่า 55 เปอร์เซ็นต์ของน้ำใต้ดินบริเวณดังกล่าวปนเปื้อนไนเตรทในระดับสูงกว่าค่ามาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลก ซึ่งกำหนดไว้ไม่ให้เกิน 50 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ในบางแห่งกลับสูงกว่าค่ามาตรฐานดังกล่าวถึง 3 เท่า (มากกว่า 150 มิลลิกรัมต่อลิตร) (2) ซึ่งการปนเปื้อนของไนเตรทในแหล่งน้ำใต้ดินเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้ปุ๋ยในปริมาณสูงจนเกินความต้องการของพืชและท้ายสุดส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสิ่งแวดล้อม

"อนาคตของเกษตรกรรมขึ้นอยู่กับการเกษตรสมัยใหม่ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ และไม่ก่อมลพิษแก่แหล่งน้ำดื่มของชาวไทย พื้นที่เพาะปลูกหลายล้านแห่งทั่วโลกได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเกษตรกรรมอินทรีย์แบบยั่งยืนเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม สร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น และไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม" นางสาวณัฐวิภากล่าวเสริม

(1) ดาวน์โหลดรายงานได้จาก http://www.greenpeace.org/seasia/th/press/reports/agrochemicals-in-thailand (2) ทิราโด เรเยส. ไนเตรทกับคุณภาพน้ำใต้ดินในประเทศไทย พ.ศ. 2550

เป็นสมาชิกของชุมชนนักกิจกรรมออนไลน์ หรือ Cyberactivist ของกรีนพีซ

ร่วมเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วยการออกเสียง และส่งต่อข่าวสารสิ่งแวดล้อม มีหลายสิ่งที่คุณทำได้ เพื่อปกป้องโลกอันบอบบางใบนี้ สมัครรับจดหมายข่าวสิ่งแวดล้อม เพื่อรับวิธีการง่ายๆ ที่คุณสามารถช่วยโลกใบนี้ได้

โปรดช่วยกรีนพีซช่วยสิ่งแวดล้อม สมัครเป็นสมาชิกวันนี้

กรีนพีซเป็นองค์กรอิสระ ไม่รับเงินจากภาครัฐบาลและเอกชน ความเป็นอิสระทางการเงินนี้ทำให้เราสามารถกดดันทั้ง 2 ฝ่าย เรายืนหยัดอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคจากประชาชนกว่า 2 ล้านคนทั่วโลกที่ช่วยเราตามกำลังความสามารถ โปรดสนับสนุนเรา

ไม่มีความคิดเห็นพบ เพิ่มความคิดเห็น

โพสต์ความคิดเห็น 

เพื่อแสดงความคิดเห็นคุณต้องลงชื่อเข้า