“ถ้าดูในโลกก็เห็นได้ว่าความวุ่นวายนานาประการ ทั้งในด้านที่มนุษย์ทำ ทั้งในด้านที่ธรรมชาติทำ ในระยะหลังๆ นี้ก็ดูได้ว่ามีภัยธรรมชาติทั่วโลก เพราะว่าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง เขาบอกว่าเพราะว่ามีสารคาร์บอนขึ้นไปในอากาศมาก จะทำให้เหมือนเป็นตู้กระจกครอบ แล้วโลกนี้ก็จะร้อนขึ้น เมื่อโลกนี้ร้อนขึ้น มีหวังว่าน้ำแข็งจะละลายลงทะเล และรวมทั้งน้ำในทะเลนั้นจะพองขึ้น เพราะสิ่งของที่ร้อนขึ้นย่อมมีการพองขึ้น ปริมาตรก็มากขึ้น เมื่อน้ำพองขึ้น ก็จะทำให้ที่ต่ำ เช่น กรุงเทพฯ ถูกน้ำทะเลท่วม อันนี้เป็นเรื่องเขาว่า ก็เลยสนใจว่าเรื่องเป็นอย่างไร จึงได้ข้อมูลมาว่า สิ่งที่ทำให้คาร์บอน (ในรูปคาร์บอนไดออกไซด์) ในอากาศ เพิ่มมากขึ้นนั้น มากจากการเผาเชื้อเพลิงซึ่งอยู่ในดินและจากการเผาไหม้”

--- พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 
พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิม พระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต วันอังคาร ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๒

หนึ่งในพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ แนวคิดที่มองการณ์ไกลเสมอ และยังไม่ตกยุคแม้จะผ่านมาหลายสิบปี ซึ่งพระองค์ท่านทรงนำพระอัจฉริยภาพเหล่านี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศตลอดมา ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ คือปัญหาสำคัญที่พระองค์ทรงไม่สบายพระทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาการเติบโตทางเศรษฐกิจ เร่งนำเอาทรัพยากรธรรมชาติอันสมบูรณ์มาใช้ประโยชน์ แต่ได้ละเลยคุณภาพและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมไป พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงแนะนำแนวคิดต่าง ๆ ผ่านทางพระราชดำรัส และพระราชดำรัสที่เราขอยกนำมาบอกเล่านี้ คือ แนวคิดเกี่ยวกับต้นเหตุของปัญหาโลกร้อน ตั้งแต่เมื่อ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ที่ท่านได้ทรงเตือนให้ประชาชนร่วมมือกันแก้ไขทุกภาคส่วน เมื่อย้อนกลับมาอ่านในปีพ.ศ.2559 ปีที่ภาวะโลกร้อนกำลังวิกฤตไปทั่วโลก ก็ยังชัดเจนว่าเป็นคำแนะนำที่เราน่าจะรับฟังในปัจจุบัน

“ต้องเผาน้อยลง และต้องปลูกต้นไม้มากขึ้น”  จากพระราชดำรัสของพ่อหลวง

พระองค์ทรงตระหนักถึงต้นเหตุของวิกฤตโลกร้อน คือ ก๊าซเรือนกระจก  อันมีมูลเหตุมาจากการทำลายป่า และการปล่อยก๊าซมลพิษ อาทิ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ซีเอฟซี ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสกล่าวถึงสาเหตุ ไว้ว่า เราควรต้องเผาน้อยลง ปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น

“การเผาเชื้อเพลิง เช่น ถ่าน ถ่านหิน น้ำมัน เชื้อเพลิง อะไรๆ ต่างๆ เหล่านี้ ทั้งหมดทำให้คาร์บอนขึ้นไปในอากาศจำนวน 5 พันล้านต้นต่อปี แล้วก็ยังมีการเผาทำลายป่าอีก 1.5 พันล้านตัน รวมแล้ว เป็น6.5 พันล้านตัน ถ้าขึ้นๆไปอย่างนี้ ก็เท่ากับเกือบสิบเปอร์เซนต์ ของจำนวนที่มีอยู่แล้วในอากาศ ถ้าไม่มีอะไรที่จะทำให้จำนวนของสารนี้ในอากาศลดลง ก็จะทำให้สารนี้กลายเป็นเหมือนตู้กระจกครอบ ทำให้โลกนี้ร้อนขึ้น ก็เกิดเรื่องยุ่งตามที่ได้กล่าวแล้วพูดกันว่าต้นไม้ทำให้จำนวนคาร์บอนมีน้อยลงได้ ก็เป็นความจริง ต้นไม้ทั่วโลกในปัจจุบันนี้ กินคาร์บอนได้ในอัตรา 110 พันล้านตัน (แสนหนึ่งหมื่นล้านตัน) ต่อปี ก็เป็นอันว่าถ้าเป็นเช่นนั้น ก็สบายใจได้ แต่ว่าถ้าเราดูต่อไปอีก ต้นไม้นั้นเองมันกำไรเพียงครึ่งเดียว ในครึ่งนี้ยังมีดินหรือสิ่งที่กำลังสลายตัวต่างๆ ที่จะส่งคาร์บอนขึ้นไปในอากาศอีก 54.5 พันล้านตัน (ห้าหมื่นสี่พันห้าร้อยล้านตัน) ลงท้ายก็จะได้กำไรเหลือเพียงห้าร้อยล้านตัน ฉะนั้นถ้าดูแล้ว ยังขาดทุนอีก 6 พันล้านตัน มีอีกอย่างหนึ่ง ก็คือทะเล ทะเลนั้น เขาจะส่งคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปบนฟ้า 90 พันล้านตัน(เก้าหมื่นล้านตัน) แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็ดูดคาร์บอนจากอากาศมา 93 พันล้านตัน (เก้าหมื่นสามพันล้านตัน) ที่เขาส่งออกไปนั้น เก้าสิบ ที่เขาดูดลงมา เก้าสิบสามหมายความว่าเขาทำกำไรให้ 3 พันล้าน ถ้าบวกทั้งหมด เป็นอันว่ายังมีการเพิ่มคาร์บอนในอากาศ 3 พันล้านตัน ทุกปีๆ อันนี้ทำให้นักวิชาการเขาเดือดร้อน วิธีแก้ไขก็คือ ต้องเผาน้อยลง และต้องปลูกต้นไม้มากขึ้น”

ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไร คำสอนของพ่อยังอยู่ในใจของปวงประชาชาวไทยเสมอ เหลือแต่เพียงเราทุกคนนั้นจะน้อมนำและปฏิบัติตามหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด