พลาย ภิรมย์

เช้าวันอาทิตย์วันนี้มีฝนตกเล็กน้อย แต่กิจกรรมก็ยังดำเนินไปตามแผน กลุ่มเรือประมงประมาณ 60 ลำในนามเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยและประชาชนเกาะสมุย เกาะพังงัน เกาะเต่า และเกาะอื่นๆ ไกล้เคียงได้เคลื่อนขบวนจากหาดหน้าทอนมุ่งสู่เรือเรนโบว์วอร์ริเออร์เพื่อประกาศจุดยืนร่วมกันคัดค้านโครงการขุดเจาะสำรวจน้ำมันในพื้นที่ และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในอ่าวไทยรวมถึงวิถีชีวิตของชุมชนตามแนวชายฝั่ง หลังเสร็จสิ้นการประกาศจุดยืน เรือเรนโบว์วอร์ริเออร์ก็ได้เคลื่อนนำขบวนเรือประมงที่จัดเรียงเป็นระเบียบสวยงาม มุ่งออกนอกชายฝั่งและปล่อยหุ่งจำลองแท่นขุดเจาะน้ำมันโดยมีชื่อของสี่บริษัทน้ำมันที่ได้รับสัมปทานติดอยู่กับแท่น ซึ่งเป็นกิจกรรมรวมพลังประกาศเจตนารมณ์และสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ถึงภาครัฐและอุตสาหกรรม

มีหลายคนถามเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยว่า เราทุกคนต้องใช้น้ำมันและการขุดเจาะน้ำมันน่าจะสร้างความมั่งคั่งให้คนที่นี่ ทำไมต้องปฏิเสธ คำตอบที่ได้รับคือ “การคัดค้านไม่ได้หมายถึงห้ามสร้างขุดเจาะ แต่ไม่ควรสร้างใกล้กับพื้นที่ที่มีความสุ่มเสี่ยงและอ่อนไหวต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นควรสร้างที่ห่างไกลออกไป เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่การพัฒนาต้องมาจากรากฐานความเป็นจริงและเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่อาทิ เช่น พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การประมง การเกษตร พัฒนาเมืองน่าอยู่และเป็นแหล่งศึกษาเชิงวัฒนธรรม เป็นต้น ที่สำคัญน้ำมันที่ขุดเจาะได้นั้น ก็ไม่ได้กลายเป็นของคนที่นี้ แต่กลับเป็นของบริษัทข้ามชาติ เราก็ต้องซื้อน้ำมันใช้อยู่ดี”

เกาะสมุย เกาะพังงัน และเกาะเต่า สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวได้มากกว่า 2-3 หมื่นล้านบาทต่อปีโดยไม่ต้องพึ่งอุตสาหกรรม โดยธุรกิจการท่องเที่ยวได้ก่อให้เกิดวงจรธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวโยงเชื่อมต่อและได้ประโยชน์กระจายออกไปในหลายกลุ่มประชากร เช่น การเกษตร ร้านอาหาร ก่อสร้าง คมนาคม ประมง และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะในพื้นที่ จึงถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์สร้างรายได้และอาชีพให้กับประชาชนแบบกระจายตัว

...วิถีชีวิตและการเลี้ยงชีพทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากปัจจัยทางทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อเฟื้อ หากสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติต้องตั้งอยู่ท่ามกลางแหล่งขุดเจาะน้ำมัน หากความบริสุทธิ์และความสวยงามทางธรรมชาติของท้องทะเลและชายหาดต้องรับความเสี่ยงต่อผลกระทบที่เกิดจากการขุดเจาะ เช่น เกิดความรั่วไหลของน้ำมัน เกิดตะกอน คราบน้ำมัน และของเสียจากการผลิต ทั้งในกรณีปกติ อุบัติเหตุจากการผลิต และอุบัติภัยทางธรรมชาติ คนนับแสนย่อมได้รับผลกระทบ ซึ่งนอกจากธุรกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรมแล้ว ยังรวมถึงวิถีชีวิตชุมชนถูกทำลาย และการประมงพื้นบ้านและชายฝั่งที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติในการสร้างความมั่นคงทางอาหารของคนทั้งประเทศอีกด้วย...

ที่ผ่านมาได้มีการขุดสำรวจน้ำมันในอ่าวไทยมากมายหลายโครงการ และมีส่วนที่ใกล้กับบริเวณเกาะสมุย ซึ่งมีการคาดเดาเชื่อมโยงว่าน้ำทะเลที่ขุ่นมัวในบางช่วงที่ผ่านมา อาจเกิดจากการขุดสำรวจน้ำมันที่มีการเจาะลึกพื้นทะเลลึกเป็นกิโลเมตรทำให้เกิดตะกอนขุ่นมาถึงชายฝั่ง ปัจจุบันบริษัทที่ได้รับสัมปทานรอบในพื้นที่บริเวณรอบเกาะประกอบด้วยสี่บริษัทด้วยกัน คือ Chevron Petroleum, Pearl Oil (Amata), NuCoastal (Thailand) และ Salamder Energy (Bualuang) ซึ่งล้วนเป็นบริษัทข้ามชาติผสมกับทุนไทยที่เอาเปรียบ สร้างความขัดแย้ง และทำลาย แต่มักสร้างภาพสวยหรูว่าใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมซึ่งถือว่าเป็นการหลอกลวง

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นข้อกังวลของชาวประมงอย่างมากคือ พื้นที่สัมปทานหรือรอบพื้นที่แท่นขุดเจาะและสำรวจนั้น อาจจะมีผลให้ผู้ใดเข้าใกล้ไม่ได้ นั้นหมายถึงว่าแปลงสัมปทานขุดเจาะน้ำมันคือการนำพื้นที่สาธารณะของชุมชนทางทะเลไปมอบให้นิติบุคคลเป็นเจ้าของหรือเรียกว่า “การปล้นผูกขาดทรัพยากรนั้นเอง”


ย้อนอ่าน เกาะสมุย...เมืองไทยใครก็รัก (1)