ยาฆ่าหญ้าชนิด 2,4-D อาจก่อมะเร็งได้ และอยู่ในรายการสารที่ประเทศไทยนำเข้ามากกว่า 10 ล้านกิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีชนิดนี้ก็มีโอกาสเสี่ยงได้รับสารก่อมะเร็งได้

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2558 องค์กรวิจัยระหว่างประเทศเกี่ยวกับโรคมะเร็ง (International Agency for Research on Cancer - IARC) ภายใต้องค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO) ได้ประกาศให้สารกำจัดวัชพืชชนิด 2,4-D อยู่ในกลุ่ม "อาจก่อมะเร็งในมนุษย์" (possibly carcinogenic to humans) แม้ว่าสารกำจัดวัชพืช 2,4-D ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม "อาจเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์"  (กลุ่ม 2B) ซึ่งถือว่ามีความรุนแรงน้อยกว่ากลุ่ม "น่าจะเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์" แต่ก็มีหลักฐานแน่ชัดว่า 2,4-D มีผลชักนำให้เซลล์ของมนุษย์ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ และมีหลักฐานพอสมควรจากการทดลองในสิ่งมีชีวิตและหลอดทดลองที่พบว่าสารนี้มีผลกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย

สาเหตุที่ IARC จัดให้สารเคมีดังกล่าวอยู่ในกลุ่ม "อาจก่อมะเร็งในมนุษย์" เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอในมนุษย์และมีเพียงหลักฐานที่จำกัดจากการทดลองในสัตว์ถึงความเกี่ยวข้องระหว่าง 2,4-D และมะเร็ง นอกจากนั้นจากการศึกษาระบาดวิทยาที่ผ่านมายังไม่พบข้อมูลที่หนักแน่นหรือเชื่อมโยงของความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง NHL (Non-Hodgkin’s Lymphoma) หรือมะเร็งชนิดอื่นที่สัมพันธ์กับ 2,4-D

2,4-D เป็นหนึ่งในส่วนผสมของสารเหลืองซึ่งเคยถูกนำมาใช้ทำลายป่าระหว่างสงครามเวียดนาม จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรในปี 2557 ประเทศไทยนำเข้าสารกำจัดวัชพืช 2,4-D มากกว่า 10 ล้านกิโลกรัม ก่อนหน้านั้น IARC ได้ประกาศให้ไกลโฟเสท เป็นสารที่ “น่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์” (classified as probably carcinogenic to humans) ซึ่งไกลโฟเสทเป็นสารเคมีเกษตรที่มีการนำเข้าสูงสุดในประเทศไทย และเป็นที่รู้จักในชื่อการค้าว่า Roundup

การแถลงการดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงกับบริษัท Dow Chemical Co เนื่องจากเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ชื่อ Enlist Duo ที่มีส่วนผสมระหว่าง ไกลโฟเสท และ 2,4-D ซึ่งได้รับการอนุญาตให้ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2557 สารเคมีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่บริษัทได้พัฒนาขึ้น

อย่างไรก็ตามยังคงไม่มีท่าทีหรือการตอบรับใด ๆ จากรัฐบาลไทยหรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  แม้ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าโรคมะเร็งคือสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทย สำหรับผู้บริโภคปลายทางแบบเราแล้ว ทางออกที่ดีที่สุด คือการสนับสนุนอาหารจากเกษตรกรรมเชิงนิเวศที่ช่วยให้ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคห่างไกลจากสารเคมีมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอีกด้วย นอกจากจะเป็นการรักษาสุขภาพของคนกินแล้ว ยังเป็นการช่วยให้เรามั่นใจได้ว่า เราไม่ได้เป็นสาเหตุปลายทางที่บริโภคอาหารบนความเสี่ยงของเกษตรกรอีกด้วย

 
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อล็อบบี้ยิสต์ที่บอกว่าไกลโฟเสทปลอดภัยขนาดที่สามารถดื่มได้ถูกถ้าให้ลองดื่มสักแก้ว!



ดร.แพทริค มัวร์ เป็นล็อบบี้ยิสต์ขาประจำที่สนับสนุนพืชดัดแปลงพันธุกรรมและสารกำจัดวัชพืช ได้ทำสิ่งที่ฉลาดเพียงสิ่งเดียวระหว่างการสัมภาษณ์หลังจากที่ถูกขอให้พิสูจน์ความปลอดภัยของสารกำจัดวัชพืชตามที่เขากล่าวอ้าง

ดร.แพทริค มัวร์: คุณสามารถดื่มสารกำจัดวัชพืช Roundup ได้ทั้งกระปุก และไม่มีอันตรายใดๆ
Canal+: คุณอยากจะดื่มสักหน่อยไหม ที่นี่มี
ดร.แพทริค มัวร์: ผมยินดีมากเลยครับ จริง ๆ แล้ว...เอ่อ...ไม่ ไม่ใช่แบบนั้น แต่ผมรู้ว่ามันจะไม่ทำอันตรายกับผม
Canal+: ถ้าคุณพูดแบบนั้น ผมพอจะมีไกลโฟเสท ลองดื่มสักหน่อย
ดร.แพทริค มัวร์: ไม่ ผมไม่ได้โง่
Canal+: แปลว่ามันอันตรายใช่ไหม
ดร.แพทริค มัวร์: ไม่ครับ มีคนพยายามใช้มันฆ่าตัวตายแต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่เคยสำเร็จมาตลอด  
Canal+: บอกความจริงมาว่ามันอันตราย
ดร.แพทริค มัวร์: มันไม่อันตรายต่อมนุษย์
Canal+:   งั้นคุณก็พร้อมจะดื่มสักแก้ว
ดร.แพทริค มัวร์: ผมไม่ได้โง่นะครับ ถามผมเกี่ยวกับข้าวสีทอง (ข้าวดัดแปลงพันธุกรรม) ผมมาที่นี่เพื่อคุยเรื่องนี้
Canal+:  เราก็ทำไปแล้วนี่

จากนั้นดร.แพทริค มัวร์ ก็รีบตัดบทสนทนา ด้วยการกล่าวว่าพิธีการ “งี่เง่าสิ้นดี” และออกไปอย่างอารมณ์เสีย