“ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้” คำพูดที่ออกมาจากหัวใจด้วยเสียงกังวานดังก้องของชายที่ชื่อ สืบ นาคะเสถียร ที่ยังคงดังสะท้อนอยู่ในใจของคนไทยหัวใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แม้จะผ่านมานาน 25 ปี 

คำพูดนี้คุณสืบ นาคะเสถียร พูดขึ้นเมื่อเริ่มต้นอภิปรายทุกครั้งในช่วงเวลาที่เขากำลังคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานีของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรประมาณ 140,000 ไร่ ต้องจมน้ำกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำ ด้วยเหตุผลว่าจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาล และเสี่ยงต่อโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต ] จนกระทั่งในที่สุดโครงการนี้ได้ถูกระงับไป หลังจากผ่านอีกหลายเรื่องราวการต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม อีก 3 ปี ต่อมา ในคืนสงัดของวันที่ 1 กันยายน 2533 เสียงปีนนัดหนึ่งดังขึ้นในห้วยขาแข้ง พร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่ง ที่ได้ปลุกจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติขึ้นในใจของคนไทยทั่วประเทศ และยังได้ฝังรากลึกปลูกต้นอนุรักษ์อยู่ในใจของต้นกล้าเยาวชน อย่างกลุ่มชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ในวันที่ 1-3 กันยายน 2558 น้องๆ กลุ่มชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้จัดงาน “สืบ นาคะเสถียร25 ปี จากเสียงปีนสู่ผืนป่า” เพื่อรำลึกถึงนักอนุรักษ์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ ซึ่งกรีนพีซได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมนี้ เพื่อพูดคุยถึงอีกหนึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อม คือ วิกฤตท้องทะเล จากการประมงเกินขนาดและทำลายล้าง ที่ผู้บริโภคทุกคนสามารถร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตที่ยั่งยืนของทะเลไทยผ่านการกินอาหารทะเล นอกจากกรีนพีซแล้ว ยังมีภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยจาก National Geographic ที่แสดงถึงประเด็นต่างๆ อย่าง เมืองล้อมป่าการตัดถนนเข้าป่า  ปัญหาการเผาป่า และนโยบายการจัดการน้ำของรัฐ ที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย

 

“เราอยากระลึกถึงการจากไปของสืบ นาคะเสถียร และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดเจตนารมณ์ ของการอนุรักษ์ผืนป่า ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับเยาวชนแล้วเราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วยการสร้างจิตสำนึก เห็นคุณค่าและความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากนั้นการกระทำก็จะเป็นไปตามเจตนาของเราได้เอง เช่น การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก เพราะถุงพลาสติก 1 ใบต้องใช้เวลาย่อยสลายถึง 450 ปีเลยทีเดียว เริ่มจากสิ่งง่ายๆ ใกล้ตัวก็มีส่วนช่วยโลกของพวกเราได้แล้ว” วารุณี มีทอง ตัวแทนชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าว

ในวันที่ 1 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตผู้ช่วยของคุณสืบ ได้มาร่วมบอกเล่าประสบการณ์การทำงานอนุรักษ์ร่วมกับคุณสืบ ในการเสวนาหัวข้อ “อดีตของสืบ สู่ปัจจุบันของเรา” คุณวันชัย ได้ร่วมรับรู้ประสบการณ์การทำงานของคุณสืบ รวมถึงได้อยู่ในเหตุการณ์อพยพสัตว์ป่า เขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เหตุการณ์ที่ผันคุณสืบเป็นนักอนุรักษ์อย่างเต็มตัว จวบจนวันที่ 1 กันยายน 2533 “ในวันนี้เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ผมกำลังรอรับศพคุณสืบในช่วงเวลานี้ (หกโมง) เวลาที่พี่สืบมาถึงวัด ไม่มีศาลา เพราะศาลาเต็ม เราต้องฝากโรงศพของแกไว้กับศาลาข้างๆ หลังจากเสียงปีนนัดนั้นดังขึ้น จึงมีการจัดประชุมว่าจะปกป้องป่าห้วยขาแข้งอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นหลังจากเสียงปีนนัดนั้น” คุณวันชัยบอกเล่าถึงเหตุการณ์วันนั้น

ความรักต่อสัตว์ป่าของคุณสืบ คือความรักที่มาจากหัวใจอย่างแท้จริง คุณวันชัยได้เล่าถึงเหตุการณ์ในปี 2529 ที่เขื่อนเชี่ยวหลาน ว่านั่นเป็นครั้งแรกที่มีโครงการอพยพสัตว์ป่าหลังจากการสร้างเขื่อน และเป็นครั้งแรกที่คุณวันชัยได้รู้จักกับ สืบ นาคะเสถียร

คุณสืบได้รับหน้าที่ให้ไปอพยพสัตว์ป่าที่ยังติดอยู่ ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น 70 เมตร บางตัวก็หนีไปบนยอดไม้ บางตัวก็หนีไปบนยอดเขา หน้าที่ของทีมงานคือ ออกเรือไปเก็บสัตว์ ครั้งนึงมีงูจงอางยาวสามเมตรพุ่งออกมา ถ้าโดนงูกัดตายแน่นอน เพราะห่างจากโรงพยาบาลหกชั่วโมง “พี่สืบบอกเราต้องไปช่วยมัน เพราะงูว่ายไปถึงฝั่งไม่ไหวหรอก เราจึงไปช่วยจับขึ้นมาจากน้ำ  พี่สืบเดินไปจับด้วยตนเอง แล้วยัดใส่ถุงผ้า ผมเดินไปตบไหล่บอกพี่สืบเซียนจัง พี่สืบหัวเราะแล้วบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่พี่จับงู ซึ่งแสดงให้เห็นว่า งานที่เสี่ยงเขาจะทำเอง เขามีความรับผิดชอบสูงมาก และนี่เป็นสาเหตุที่เขาฆ่าตัวตาย” ท้ายที่สุดคนไทยก็ได้รับรู้ว่าโครงการอพยพสัตว์เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่สามารถช่วยสัตว์ได้ และพื้นที่ป่าต้นน้ำคือที่เก็บน้ำชั่วชีวิต เขื่อนคือที่เก็บน้ำชั่วคราว 

"ผมคิดว่า ชีวิตผมทำได้ดีที่สุดแล้วเท่าที่ผมมีชีวิตอยู่ ผมคิดว่า ผมได้ช่วยเหลือสังคมดีแล้ว ผมคิดว่า ผมได้ทำตามกำลังของผมดีแล้ว และผมพอใจ ผมภูมิใจสิ่งที่ผมทำ" นี่คือคำที่คุณสืบกล่าวไว้ ซึ่งสะท้อนถึงความทุ่มเทมุ่งมั่นในการปกป้องสิ่งแวดล้อมเพื่อผลประโยชน์ของสังคม และพยายามทำหน้าที่ที่ดีที่สุดในฐานะราชการไทยคนนึง ที่ถูกมอบหมายให้ดูแลป่าไม้


สัตว์ป่า

“เสียงปืนที่ดังลั่น      ตัวแม่นั้นต้องสิ้นใจ
ลูกน้อยที่แบกไว้          กระดอนไปเพราะแรงปืน
ฝืนใจเข้ากอดแม่          หวังแก้ให้แม่ฟื้น
แม่จ๋าเพราะเสียงปืน      จึงไม่คืนชีวิตมา
โทษไหนจึงประหาร       ศาลไหนพิพากษา
ถ้าลูกท่านเป็นสัตว์ป่า    ใครเข่นฆ่าท่านยอมไหม
ชีวิตใครใครก็รัก           ท่านประจักษ์หรือไม่ไฉน
โปรดเถิดจงเห็นใจ         สัตว์ป่าไซร้ก็เหมือนกัน

--- สืบ นาคะเสถียร ---

“ในความรู้สึกของผม เราไม่ต้องมานั่งเถียงกันหรอกว่า เราจะใช้ป่าไม้อย่างไร เพราะมันเหลือน้อยจนไม่ควรจะใช้” การเสียชีวิตของคุณสืบสร้างกระแสสังคมในเรื่องการอนุรักษ์อย่างมาก เป็นการยอมชีวิตเพื่อรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้คนรุ่นหลัง ปริมาณสัตว์และเสือโคร่งในห้วยขาแข้งเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะผู้ล่าเสือน้อยลง มีสัตว์ให้เสือกินมากขึ้น สื่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่าป่าใดที่มีเสือมาก คือป่าที่ยังมีอุดมสมบูรณ์สูง

“เรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่คนคิดรองลงมาจากเรื่องปากท้อง แต่การตายของคุณสืบทำให้คนไทยคิดถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การพัฒนาประเทศต้องใช้ทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน โรงไฟฟ้า แต่จะทำอย่างไรให้สองอย่างนี้สมดุลกัน น่าเสียดายที่ที่ผ่านมาผู้นำประเทศไม่มีใครสนใจเรื่องนี้” คุณวันชัย กล่าวทิ้งท้าย “วันนี้คนรู้แล้วว่าโลกร้อนเป็นอะไรที่อำมหิตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานกังวลว่าจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร เราไม่สามารถจะคำนวนอากาศได้อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากความไม่แน่นอนในสภาพภูมิอากาศ โลกเราเป็นปัจเจกมากขึ้น แต่การดูแลทรัพยากรธรรมชาติเป็นเรื่องต้องใช้พลังมากขึ้น เพียงแค่สนใจยังไม่พอ ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วย”

ป่าห้วยขาแข้งแห่งนี้ มีผู้ชายคนหนึ่งยอมสละชีวิตตัวเอง เพื่อให้ภาครัฐเกิดการลงมือปกป้องสิ่งแวดล้อม ผ่านมา 25 ปี กระแสการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมได้เติบโตขึ้น และเข้มแข็งขึ้น กลายเป็นการร่วมกันขับเคลื่อนระหว่างภาคประชาสังคม ประชาชน และอีกหลายภาคส่วน เจตนารมย์ของสืบ นาคะเสถียรยังคงสืบทอดตลอดมา และยังเป็นส่วนหนึ่งในหัวใจผู้ปกป้องสิ่งแวดล้อมทุกคน 

แวะไปเยี่ยมกรีนพีซ และร่วมชมงาน “สืบ นาคะเสถียร25 ปี จากเสียงปีนสู่ผืนป่า” ได้ที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระหว่าง 1-3 กันยายน 2558 นี้