รู้สึกเหมือนกันไหมคะว่าปีนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ มีหลากหลายเรื่องราวและประเด็นมากมายเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมของเราในปี 2557 ให้เราต้องร่วมกันรณรงค์และผลักดันกันอย่างไม่หยุดหย่อน แต่เชื่อว่าเราทุกคนคงดีใจที่ไม่ได้หยุดพักและมุ่งมั่นต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม เพราะวันใดที่เราหยุดพักและนิ่งเฉย วันนี้เราอาจต้องสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดสิ่งหนึ่งบนโลกไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ลองมาย้อนกลับมาดูกันไหมคะว่า ในปีที่ผ่านมานี้มีอะไรเด็ดๆ ที่น่าจดจำบ้าง  เรียกได้ว่าเป็น “ที่สุดแห่งปี 2557” ที่เกิดขึ้นกับกรีนพีซ มาติดตามกันค่ะ

 

 1. แรงพลังจากผู้คนทั่วโลกให้ P&G หยุดทำลายป่าฝนในอินโดนีเซีย หนึ่งในผืนป่าสุดท้ายที่มีความสำคัญมากที่สุดของโลก

พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พี แอนด์ จี) ให้คำมั่นสัญญาด้วยแนวนโยบายใหม่ที่ไม่ทำลายป่าไม้โดยจะยุติการตัดไม้ในกระบวนการผลิตและให้ตรวจสอบที่มาที่ไปของการใช้น้ำมันปาล์มและวัตถุดิบอื่นๆ ที่คล้ายกันนี้ เพื่อยุติการทำลายถิ่นอาศัยของเสือสุมาตราและ อุรังอุตัง และชนิดพันธุ์อื่นๆอีกหลายหลาก หลังผู้คนทั่วโลกเกือบ 400,000 คนกดดันและคัดค้านอย่างหนักจาก ต่อกรณีแหล่งที่มาของน้ำมันปาล์มที่บริษัทใช้ในการผลิต การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้เป็นการปกป้องป่าไม้ของอินโดนีเซียและชุมชนหลายแห่งที่ยังต้องพึ่งพาป่าไม้ และยังเป็นหลักฐานถึงการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่เมื่อผู้บริโภคเรียกร้องที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดจากการทำลายป่า

2. งานนี้มีคนมาร่วมมากที่สุด

ผู้คนกว่า 1,500 คน เข้าร่วมแข่งขันเดินวิ่ง-มินิมาราธอน วิ่งเพื่อปกป้องกระบี่จากถ่านหิน
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ผู้คนกว่า 1,500 คนจะมารวมตัวกัน ด้วยจุดประสงค์เดียวกัน และรณรงค์เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม ถ้าไม่ใช่เพราะใจที่รักและหวงแหนอย่างแท้จริง ในปีนี้กิจกรรมรณรงค์ที่มีคนมาร่วมมากที่สุดมีสองงานคือ งานวิ่งรณรงค์ปกป้องกระบี่ Greenpeace Mini Marathon – Run for Krabi ปรากฏการณ์การวิ่งเพื่อรณรงค์นี้ เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากกลุ่มคนเมืองที่ร่วมส่งเสียงเรียกร้อง เป็นพลังปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลออกไปอย่างกระบี่   และอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผู้คนเข้าร่วมมากที่สุดคือ

นักปั่นร่วม 2,000 คนได้สร้างปรากฏการณ์มาร่วมปั่นเพื่อปกป้องอาร์กติกและภัยคุกคามจากสภาวะโลกร้อน  “Ice Ride –Ride for Rice จากทุ่งน้ำแข็งอาร์กติกถึงทุ่งข้าวเมืองสองแคว” นักเขียนชาวอังกฤษ เอช จี เวลส์ กล่าวไว้ว่า "ทุกครั้งที่เห็นผู้ใหญ่ขี่จักรยาน ผมก็ไม่รู้สึกสิ้นหวังกับอนาคตของมวลมนุษยชาติอีกต่อไป" และก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงเมื่อเราได้สัมผัสขบวนจักรยานกว่า 2,000 คน ณ จังหวัดพิษณุโลก ที่ร่วมกันปั่นจักรยานรณรงค์ปกป้องอาร์กติก และเรียกร้องให้ผู้นำของโลกกำหนดให้อาร์กติกเป็นเขตคุ้มครองธรรมชาติของโลก เพื่อรักษาไว้ซึ่งทุกสรรพชีวิตบนโลกใบนี้ และปกป้องพวกเราทุกคนจากผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อน

3. ทางเลือกที่เลือกไม่ยาก แต่ กฟผไม่อยากจะเลือกมากที่สุด?
กรีนพีซมอบรายงานกระบี่บนทางแพร่ง : ถ่านหินสกปรก หรือ ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดให้แก่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ทางสายพลังงานสีเขียวเป็นคำตอบที่ดีที่สุดอยู่แล้ว เหลือแต่เพียงว่าผู้กำหนดนโยบายจะกำหนดอนาคตพลังงานของกระบี่และไทยไปในทิศทางใดเท่านั้นเอง “กระบี่มีความต้องการไฟฟ้าแค่ 125 เมกะวัตต์  ซึ่งหากประเมินกำลังผลิตตามศักยภาพแล้วกระบี่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ถึง 470 เมกะวัตต์ในอนาคต การผลิตพลังงานหมุนเวียนของกระบี่ทำให้กระบี่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง นอกจากเพียงพอกับการใช้ไฟฟ้าทุกกิจกรรมอย่างศักยภาพมีแล้ว ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนก็กำลังลดลง และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นจังหวัดต้นแบบนำร่อง Green City ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบ Green Economy” ดร. จอมภพ แววศักดิ์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง กล่าวถึงศักยภาพพลังงานหมุนเวียนของกระบี่  

4.  8 โปรเจคพลังงานหมุนเวียนที่น่าทึ่ง ประเด็นนี้ที่สุดแล้ว!

ใครๆ ก็สนใจ “แดดก็แรงดี ลมก็แรงดี แต่ทำไมหนอประเทศไทยเราถึงยังไม่ปฏิวัติพลังงาน หันมาพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเสียที ในขณะที่ประเทศอื่นอย่างเยอรมนีที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าทั้งทางด้านแสงแดด และสายลม แต่กลับสามารถพัฒนาพลังงานหมุนเวียนได้อย่างรวดเร็ว” นี่เป็นคำถามที่ชาวไทยจำนวนมากกำลังสงสัยและคาใจอยู่เสมอมา ในบทความนี้ได้กล่าวถึง 8 โปรเจคพลังงานหมุนเวียนที่น่าทึ่งแต่ทำได้จริง  ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากชาวออนไลน์ และเผยแพร่ออกไป เป็นจำนวนมาก เรื่องดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นจริงและเป็นได้แล้ว และเป็นข้อมูลที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในบ้านเราต่อไป

5. สุดยอดผู้บริจาคที่ยาวนานที่สุด

ในการคงความเป็นอิสระเอาไว้ กรีนพีซไม่รับเงินบริจาคจากรัฐบาลหรือบริษัท แต่พึ่งพาเงินบริจาคจากผู้สนับสนุนรายบุคคลเพื่อเดินหน้าทำงานรณรงค์ปกป้องสิ่งแวดล้อม ผู้บริจาคจึงเป็นพลังที่สำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง และหนึ่งในนั้นคือ คุณยุภาฎา ทองดี ซึ่งเป็นพลังสนับสนุนให้กับเรามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 อีกทั้งยังเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ของกรีนพีซหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน คุณยุภาฎาได้ให้เหตุผลกับเราว่า “กรีนพีซมุ่งมั่นในการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนและทุกๆ คน ให้รักโลก ร่วมกันต่อต้านผู้ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ถ้าไม่มีกรีนพีซที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ก็คงเป็นไปได้ยาก กรีนพีซถือเป็นผู้นำในการรณรงค์ทำในสิ่งที่ถูกต้อง พี่อาจจะช่วยไม่ได้มากเรื่องแรง แต่สามารถช่วยได้เรื่องเงิน เพราะเป็นกำลังใจอย่างเดียวงานก็ขับเคลื่อนไม่ได้ ต้องมีปัจจัยช่วยด้วยจึงจะสามารถทำสำเร็จได้” ขอขอบคุณจากใจจริง สำหรับน้ำใจดีๆ จากคุณยุภาฎา และ ขอขอบคุณท่านที่ให้การสนับสนุน ที่มีความหมายสำหรับโลกมากค่ะ

6. เรื่องนี้ว้าวที่สุด แบนเนอร์ขนาดยักษ์ จากสุดยอดพลังเยาวชนและ อาสาสมัครกรีนพีซ

ขอปรบมือดังๆ ให้กับเหล่าเยาวชน และอาสาสมัครกรีนพีซทุกท่านด้วยค่ะ การรณรงค์ปกป้องสิ่งแวดล้อมคงจะไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้หากขาดพลังสนับสนุนทั้งทางด้านนักกิจกรรมออนไลน์ และจากเหล่าบรรดาเยาวชน และอาสาสมัครกรีนพีซทุกท่าน

ภาพป้ายผ้ารูปพะยูนขนาดมหึมาสีฟ้าสดใส ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ทำงานแข่งกับเวลา: 10 วัน จากพลังเยาวชน 50 คน สู่มือมหาชน 1,500 คน ที่ส่งผ่านนักวิ่งและนักกิจกรรมในงานวิ่งรณรงค์ปกป้องกระบี่ Greenpeace Mini Marathon – Run for Krabi ป้ายผ้าผืนนี้มีความเป็นมาที่น่าประทับใจ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังของการทำป้ายผ้าผืนนี้คือเยาวชนกรีนพีซ และเครือข่ายเยาวชน ที่มุ่งมั่นฝากความหวังในการสร้างอนาคตสีเขียวผ่านทางพะยูนยักษ์ตัวนี้ รวมถึงพะยูนน่ารักๆ ที่ลงสีด้วยมือสำหรับดึงถ่ายรูปเช่นนี้

เรือประมงพื้นบ้านกว่า 70 ลำและป้ายผ้าลอยน้ำขนาดยักษ์บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ เพื่อผลักดันเรียกร้องให้ขยายพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่แทนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และ โอบ กอดพื้นที่ชุ่มน้ำอันอุดมสมบูรณ์ ด้วยการกางป้ายผ้าลอยน้ำขนาดใหญ่ 20x32 เมตร เขียนด้วยข้อความว่า Protect Krabi หรือปกป้องกระบี่   ถือเป็นป้ายขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่กรีนพีซเคยทำอย่างรวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมง ท่ามกลางสภาพอากาศที่ไม่ค่อยเป็นใจในฤดูฝน ด้วยฝีมือน้องเยาวชนและอาสาสมัครกรีนพีซอีกเช่นเคย ป้ายผ้ายักษ์นี้ได้ถูกนำส่งจากเมืองหลวงไปสู่มือของชาวกระบี่ พร้อมกับกำลังใจและความหวัง โดยที่พี่น้องชาวกระบี่และนักกิจกรรมกรีนพีซร่วมแรงร่วมใจกันทำโครงไม้ไผ่พร้อมทุ่นลอยน้ำเพื่อรองรับป้ายผ้า “ปกป้องกระบี่” ผืนนี้ เบื้องหลังป้ายผ้ายักษ์ผืนนี้ถือเป็นที่สุดแห่งการรวมพลังอันเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวซึ่งซ่อนไว้ด้วยความประทับใจไม่แพ้กัน ย้อนติดตามวิดีโอ และภาพเบื้องหลังป้ายผ้าผืนนี้ได้ที่นี่ 

7. รวมพลังสุดยอดเครือข่ายปกป้องทะเลไทย ภาคีเครือข่ายคือปราการที่เข้มแข็งยิ่งในปกป้องสิ่งแวดล้อม

ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายประมงพื้นบ้าน อย่างสมาคมรักษ์ทะเลไทย สมาคมคนรักเลกระบี่ และกลุ่มอนุรักษ์อ่าวบางละมุง ฯลฯ ที่ร่วมกันเดินหน้าปกป้องทะเลไทยในงานรวมพลคนกินปลาครั้งที่ 3 นี้เป็นความร่วมมือกันของเครือข่ายเพื่อรณรงค์ให้ชาวไทยหันมากินอาหารทะเลอย่างรับผิดชอบ  การบริโภคอย่างรับผิดชอบนั้นไม่ยาก เพียงแค่เป็นการปลุกจิตสำนึกร่วมกันระหว่างคนกินปลาและคนจับปลา คือการคำนึงถึงต้นกำเนิดของปลา เป็นการรับผิดชอบต่อท้องทะเล คำนึงถึงสุขภาพของคนกินที่ต้องรับผิดชอบ และคำนึงถึงชีวิตคนจับปลาที่จะต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งของท้องทะเล และของผู้กิน เพื่อรักษาให้ทะเลของเราอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ตลอดไป เลือกซื้อเลือกกินอาหารทะเลครั้งต่อไป อย่าลืมลองถามพ่อค้าแม่ค้าดูนะคะว่า “ปลานี้จับมาจากไหน”

8. เรื่องราวของอาหาร ท้ายที่สุด...อาหารคือชีวิต

อาหารคือรสชาดและสิ่งที่บำรุงร่างกาย อาหารคือส่วนหนึ่งของครอบครัวและวัฒนธรรม อาหารคือศาสตร์และศิลป์รวมถึงศาสนา ท้ายที่สุดอาหารคือชีวิต ปัญหาที่แท้จริงที่เกิดขึ้นคือเราไม่สามารถเข้าถึงความหลากหลายของอาหารเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้  ดังเช่น การขาดวิตามินเอ และ ข้าวทองที่ถูกพัฒนาโดยวิธีการพันธุวิศวกรรม ซึ่งมีวิธีในการรักษาคือการทานผักและผลไม้หลากหลายชนิดอย่างสมดุล ในงานประชุมข้าวนานาชาติ ซึ่งเป็นการประชุมทางวิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของข้าว “ความหลากหลายคือกุญแจสำคัญในการทำการเกษตรที่ต้องมีการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยระบบเกษตรกรรมที่มีความหลากหลาย โดยให้นโยบายหลักประกันการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง” ดร.แจเน็ต คอตเตอร์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโส  กรีนพีซสากล

9. ในที่สุดบทเรียนสำคัญของประเทศไทยและเป็นข้อพิสูจน์ว่าการทดลองจีเอ็มโอในพื้นที่เปิดนั้นควบคุมไม่ได้ 

มะละกอจีเอ็มโอ: ศึกสิบปีที่มีอธิปไตยทางอาหารเป็นเดิมพัน เมื่อพืชจีเอ็มโอหลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อมแล้ว ไม่มีทางที่เราจะกำจัดมันได้หมด เช่น ฝ้ายจีเอ็มโอที่เกิดการปนเปื้อนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 แต่ยังคงตรวจพบตกค้างในสิ่งแวดล้อมหลังจากนั้นอีกกว่า 10 ปี หรือ เมื่อปี พ.ศ. 2550 ที่มูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย พบการปนเปื้อนของข้าวโพดจีเอ็มโอ ซึ่งปัจจุบันการปนเปื้อนนี้ได้ส่งผลต่อการส่งออกพืชผลการเกษตรของไทย ดังที่เกิดปัญหาการตีกลับมะละกอจากไทยโดยญี่ปุ่น จนกระทั่งเป็นวิกฤตการส่งออกสินค้าอาหารไปสหภาพยุโรปหลังจากตรวจพบสินค้าอาหารปนเปื้อนจีเอ็มโอที่ไทยส่งออกไปยังยุโรปเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตระหนก โดยเพิ่มขึ้นจาก 11 ตัวอย่างในปีพ.ศ.2555 เป็น 24 ตัวอย่างก่อนสิ้นปีพ.ศ.2556 โดยตัวอย่างทั้งหมดคือมะละกอ จากข้อมูลการตรวจพบของไบโอไทย - ยุติจีเอ็มโอ ก่อนเสียอธิปไตยทางอาหาร

10. เรื่องอื้อฉาวที่สุด! กระบวนการ EHIA ถ่านหิน อะไรจะขนาดนั้น!

เรื่องราวของความไม่ชอบธรรมและความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับกระบวนการการจัดทำ EIA และ EHIA ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ EIA และ EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่  ซึ่งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในแต่ละครั้งนั้นเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนในพื้นที่ ตั้งแต่การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน การข่มขู่ความปลอดภัยของแกนนำในพื้นที่ การใช้ความรุนแรงทั้งทางวาจา และขว้างปาเก้าอี้ในระหว่างการแสดงความคิดเห็นของเวที ค.1  ต่อมาในครั้งที่ 2 นั้นมีการเลื่อนวันและเวลาในการจัดเวทีออกไปอย่างไม่แจ้งล่วงหน้า จนกระทั่งจบลงที่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 โดยที่ชุมชนในพื้นที่ไม่ได้รับรู้  ทำให้สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้ยื่นฟ้อง กฟผ. กรณีสร้างท่าเทียบเรือถ่านหินก่อนเวทีค.3 เนื่องจากความล้มเหลวของการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการท่าเรือขนถ่ายถ่านหินกระบี่ 

ในเวทีค. 3  ชาวกระบี่ผู้ไม่เห็นด้วยจากหลายพื้นที่มานั่งปิดปากแสดงอารยะขัดขืนต่อกลไกอันไม่ชอบธรรมเพื่อ สะท้อนให้เห็นว่าเเสียงของประชาชนที่ใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องจังหวัดกระบี่ไม่มีใครฟัง แต่กลับเดินหน้าเร่งจัดเวทีค.3 ให้เสร็จ สิ่งเหล่านี้คือความไม่ชอบธรรม ไม่โปร่งใส และไม่ชอบด้วยกฏหมาย ที่ปิดปากประชาชนและละเมิดสิทธิของประชาชน



ปี 2557 กำลังจะผ่านไปอย่างแล้ว เต็มไปด้วยหลากเรื่องราวที่มีความหมายและบทเรียนที่น่าจดจำ ขอบคุณทุกๆ ท่านที่เป็นส่วนสำคัญในงานรณรงค์ต่างๆ ไม่ว่าจะด้วยการช่วยกดไลค์ กดแชร์ บอกต่อ ร่วมกิจกรรมขับเคลื่อน และอีกหลายต่อหลายอย่างนับไม่ถ้วนที่คุณได้ร่วมส่งเสียง ส่งใจ และส่งพลังให้กับงานรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมของเราก้าวไปข้างหน้าได้ แน่นอนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่ในปีนี้ และเราจำเป็นต้องร่วมกันผลักดันและแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ต่อไป สุขสันต์วันปีใหม่ 2558 ค่ะ