ในปี พ.ศ. 2505 ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) ได้ตีพิมพ์หนังสือ Silent Spring (ชื่อฉบับแปลไทย: ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน) ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจถึงผลกระทบของการใช้ดีดีที (DDT) ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงประเภทสารสังเคราะห์ออร์กาโนคลอรีน ที่มีผลต่อการลดจำนวนลงของประชากรนก หนังสือของเธอเป็นแรงบันดาลใจให้นานาประเทศสั่งห้ามใช้ดีดีทีจนถึงช่วงยุค 80 (ปีพ.ศ. 2523-2533) การสั่งห้ามใช้ดีดีทีและความพยายามในการปกป้องนกอื่น ๆ ได้ช่วยให้นกบางสายพันธุ์รอดจากการสูญพันธุ์ ทั้งเหยี่ยวออสเปร (Osprey) นกกระทุงสีน้ำตาล (Brown Pelican) และนกกระสาขาว (White stork) อย่างไรก็ตามหลังจากที่หนังสือตีพิมพ์ออกมาได้ 55 ปี ประชากรนกก็มีอัตราลดลงทั่วโลก อันเนื่องมาจากการใช้ยาฆ่าแมลง ถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติลดลง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเลี้ยงแมว และเหตุปัจจัยคุกคามอื่นๆ


ภาพนกบูบี (Booby bird) กำลังยืนพักบนเรือเอสเพอรันซาของกรีนพีซ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2550

ในปี พ.ศ. 2547 นก Po'ouli หรือ black-faced honeycreeper ซึ่งเป็นสายพันธุ์สุดท้ายที่เหลืออยู่ในวงศ์ genus Melamprosops ได้สูญพันธุ์ไปจากเกาะมาวี นอกจากนี้ นก O'ahu 'alauahio และ นก Maui 'akepa ซึ่งเป็นนกสองสายพันธุ์ในวงศ์ Nukupu'u honeycreepers ก็ได้สูญพันธุ์ไปจากฮาวายแล้วเช่นกัน รวมไปถึงเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาที่ออสเตรเลีย นกหลากหลายสายพันธุ์ตั้งแต่ นกฮูกมาส์ก (Masked owl) นกขมิ้น Grand Cayman  นก New Providence yellowthroat นก Gonave Island chat-tanager นกกระจอก Santa Barbara song และนกกระจอก Florida's Dusky seaside ก็ได้สูญพันธุ์ลงและหายไปจากโลกของเราตลอดกาล

นักปักษีวิทยาต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายเพื่อหาคำตอบว่าสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตนั้นได้สูญพันธุ์ไปแล้วหรือไม่ เพราะเป็นการยากที่จะยืนยันว่าไม่พบคู่ผสมพันธุ์ของนกสายพันธุ์นั้นๆ นกบางสายพันธุ์ที่มีจำนวนเหลืออยู่ไม่มากเป็นการสูญพันธุ์เพราะเหลือจำนวนน้อยมากจนไม่สามารถสืบพันธุ์ตามธรรมชาติได้ (functionally extinct) รวมถึงนกช้อนหอยใหญ่ (Giant Ibis) ซึ่งมีคู่ผสมพันธุ์เหลืออยู่ไม่ถึง 100 คู่เท่านั้น โดยธรรมชาติแล้วนกเป็นสัตว์ต้องการที่อยู่อาศัยและอาหารที่มีลักษณะเฉพาะตัว ทั้งเป็นเหยื่อที่ถูกล่าได้ง่ายของแมวและสัตว์นักล่าอื่นๆ และยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่บอบบางที่ช่วยบ่งชี้ระดับความสมดุลของระบบนิเวศโลกโดยทั่วไป

ความท้าทายระดับโลก Global challenge

ในปี พ.ศ. 2548 งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้นำนกที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมด 9,787 สายพันธุ์และนกที่สูญพันธุ์ไปแล้วอีก 129 สายพันธุ์มาวิเคราะห์ ติดตามตำแหน่งที่พบในทางภูมิศาสตร์ และศึกษาวิธีการดำรงชีวิตในเชิงนิเวศวิทยาและประวัติศาสตร์ของนกสายพันธุ์นั้นๆ ทั้งยังเรียบเรียงเป็นบันทึกคอมพิวเตอร์กว่า 600,000 ชุด จากหนึ่งในฐานข้อมูลทางชีววิทยาที่ครอบคลุมที่สุดที่เคยมีการบันทึกเรียบเรียงมา ผู้เขียนได้ประเมินว่าร้อยละ 25 ของสายพันธุ์นกจะสูญพันธุ์ลงเพราะเหลือจำนวนน้อยมากจนไม่สามารถสืบพันธุ์ตามธรรมชาติต่อไปได้ภายในปีพ.ศ. 2643

นกที่อยู่ในบริเวณละติจูดเหนือและนกสายพันธุ์ที่สามารถอาศัยอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่จำกัด มีบริเวณและลักษณะอาหารเฉพาะตัว โดยเฉพาะนกตามเกาะต่างๆนั้นมีความเสี่ยงจะสูญพันธุ์สูงที่สุด ในปีพ.ศ. 2551 สถาบัน Worldwatch และบัญชีแสดงสถานภาพความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ป่าโดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN Red List) ชี้ว่า นกจำนวน 1,227 สายพันธุ์หรือคิดเป็นร้อยละ 12 ของสายพันธุ์นกที่รู้จักทั้งหมดกำลังตกอยู่ภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ใน 192 สายพันธุ์นกที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือนกช้อนหอยใหญ่ (Giant Ibis)  และนกฮูก India's Forest Owlet ซึ่งเหลืออยู่เพียงไม่ถึงหนึ่งร้อยตัว ทั้งยังมีนกแก้วคาคาโปนิวซีแลนด์ (New Zealand Kakapo owl parrot) ที่เหลืออยู่เพียงราว 150 ตัว และนก New Caledonia owlet-nightjar ที่ไม่มีใครพบเห็นมากว่าทศวรรษแล้ว

ริชาร์ด (Richard Inger) จากมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ (University of Exeter) ได้ทำการสำรวจประชากรนกใน 25 ประเทศเป็นเวลากว่า 30 ปี และประเมินได้ว่าจำนวนประชากรนกทั้งหมดในประเทศดังกล่าวนั้นลดลงถึง 421 ล้านตัวในช่วงปีพ.ศ. 2533 ถึงพ.ศ. 2552 จากการพิจารณางานวิจัยของเขาในปีพ.ศ. 2558 ในวารสารวิจัย Current Biology ชี้ว่าเหตุการณ์ประชากรนกลดลงอย่างรุนแรงในยุโรปนี้ไม่ใช่แค่เพียงการสูญพันธุ์ของนกเท่านั้น แต่ยังเป็นการที่ประชากรนกในสายพันธุ์ที่เคยพบเห็นได้ทั่วไป เช่น นกกระจอก นกแอ่น และนกจำพวกกามีจำนวนลดลงอย่างมหาศาล ในบริเวณที่มีนกสายพันธุ์ดังกล่าวอุดมสมบูรณ์ที่สุดนั้นลดจำนวนลงถึงร้อยละ 83 ในระยะเวลา 30 ปี การที่ประชากรนกลดลงอย่างมากนี้ส่งผลกระทบต่อความเป็นไปในระบบนิเวศในเชิงกว้าง แม้ว่าสายพันธุ์นั้นๆจะไม่ได้สูญพันธุ์ก็ตาม

นกเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันกับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ตั้งแต่การย่อยสลาย การแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์พืช ไปจนถึงการหมุนเวียนสารอาหารต่างๆ นกยังช่วยเหลือมนุษย์ในด้านเกษตรกรรมโดยช่วยผสมเกสรดอกไม้และกำจัดศัตรูพืช ส่วนนกที่บริโภคซากพืชซากสัตว์ก็จะคอยช่วยกำจัดซากสัตว์ซึ่งช่วยลดการแพร่กระจายโรค ในช่วงปีพ.ศ. 2533-2543 จำนวนนกแร้งที่ประเทศอินเดียลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สุนัขและหนูอันเป็นพาหะของเชื้อพิษสุนัขบ้าซึ่งบริโภคซากสัตว์เพิ่มจำนวนขึ้นมหาศาลอย่างฉับพลัน จนในปีพ.ศ. 2540 มีผู้เสียชีวิตจากเชื้อพิษสุนัขบ้ามากกว่า 30,000 รายในประเทศอินเดีย หรือเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้เสียชีวิตจากเชื้อพิษสุนัขบ้าทั้งหมดทั่วโลกต่อปี

การสูญพันธุ์ของนกพิราบพาสเซ็นเจอร์ (Passenger pigeon) ก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียนชิ้นโต ในอดีตนกพิราบพาสเซ็นเจอร์เคยพบเห็นได้เป็นฝูงใหญ่จำนวนมากกว่าหนึ่งพันล้านตัวในอเมริกาเหนือ แต่กลับถูกนักล่าสัตว์ฆ่าตายจนกระทั่งสูญพันธุ์ไปในปี พ.ศ. 2457 นกพิราบซึ่งแย่งลูกโอ๊กเป็นอาหารกับหนูเดียร์ (Deer Mice) คอยช่วยควบคุมจำนวนประชากรหนูเดียร์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อระบบนิเวศ ด้วยเหตุนี้เอง หลังจากที่นกพิราบพาสเซ็นเจอร์สูญพันธุ์ไปจำนวนหนูเดียร์จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายมาเป็นพาหะหลักของเห็บซึ่งนำเชื้อโรคไลม์จากแบคทีเรีย spirochete มาสู่ชุมชนคน จนเกิดเป็นโรคไลม์ในปัจจุบันซึ่งติดต่อไปสู่ผู้คนกว่าหลายพันคนโดยเฉพาะในแถบชายฝั่งแอตแลนติกที่เคยอุดมไปด้วยนกพิราบพาสเซ็นเจอร์


นกโจรสลัดหรือนกฟรีเกต (Frigate bird) วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544

เกาะ Cortes ซึ่งเป็นที่ที่ผมอาศัยอยู่ห่างออกมาจากชายฝั่งทางตะวันตกของแคนาดานั้นตั้งอยู่ในตำแหน่งเส้นทางการอพยพของนกกว่าหลายสิบสายพันธุ์ โดยบางสายพันธุ์จะอพยพไปกลับระหว่างเม็กซิโกและอาร์กติก พวกเราเห็นกับตาว่านกสายพันธุ์ต่างๆลดจำนวนลงอย่างน่าตกใจ ทั้งนกนางแอ่นบ้าน (Barn swallow) นกนางแอ่นต้นไม้ (Tree swallow) เหยี่ยว Goshawk นกฮัมมิงเบิร์ด Rufous นกกระสาสีฟ้า (Great blue heron) นกฮูกเกรทฮอร์น (Great horned owl) และนกสายพันธุ์อื่นๆซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจำนวนนกในบริเวณอเมริกาเหนือที่ลดลงในเวลาที่ผ่านมา

ผลการวิเคราะห์ประชากรนกที่จัดทำโดย Partners in Flight ในปีพ.ศ. 2559 เผยว่าอเมริกาเหนือสูญเสียประชากรนกไปทั้งหมดหนึ่งพันห้าร้อยล้านตัวในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา โดยนกฮัมมิงเบิร์ด Rufous ลดจำนวนลงถึง ร้อยละ 60 ของทั้งหมดรวมถึงนกฮูกหิมะ (Snowy owl) และนกนางแอ่น Chimney ก็กำลังลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว โดยนกในสายพันธุ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ถึงร้อยละ 20

ที่อยู่อาศัยของนกในบริเวณทางตอนเหนือและขั้วโลกเป็นแหล่งอนุบาลนกหลายพันสายพันธุ์ ผลสำรวจ State of Birds ในปีพ.ศ. 2555 ของ Nature Canada เผยว่านกจำพวกที่กินแมลงเป็นอาหารลดจำนวนลงกว่าร้อยละ 60 ในแคนาดาในเวลา 40 ปี ทั้งนกนางแอ่น Chimney นกกระจอก Field นกเค้าแมวหูสั้น (Short-eared owl) นกฮูกหิมะ (Snowy owl) และนก Oak titmouse ต่างก็ลดจำนวนลงมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรเดิมทั้งหมด

โดยปกติโครงการอนุรักษ์พืชและสัตว์ป่าสงวนจะให้ความสนใจไปที่สายพันธุ์สัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์หรือสายพันธุ์ที่สามารถเรียกความสนใจในการระดมทุนได้ ไม่มีใครให้ความสำคัญกับนกกระจอกธรรมดาๆที่กำลังจะตาย ทว่าการที่นกสายพันธุ์ธรรมดาๆลดจำนวนลงนั้นกลับส่งผลกระทบรุนแรงต่อข่ายใยชีวิตของสรรพสิ่งต่างๆอย่างมาก

ปัจจัยที่เกิดจากมนุษย์

เราทุกคนต่างทราบสาเหตุของการลดจำนวนลงและการสูญพันธุ์ของนกและสัตว์ต่างๆในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งก็คือการขยายตัวของประชากรมนุษย์ การพัฒนาขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่หยุดหย่อนของสายพันธุ์โฮโมเซเปียนเพียงสายพันธุ์เดียว การที่ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของนกถูกทำลายดูจะเป็นสาเหตุหลักของการลดจำนวนลงของนก นกสายพันธุ์ต่างๆ ล้วนมีวิวัฒนาการให้เหมาะสมกับที่อยู่อาศัยที่มีลักษณะเฉพาะตัว นกส่วนใหญ่เลือกทำรังเฉพาะบนต้นไม้บางชนิดเท่านั้นและเฉพาะในช่วงเวลาสั้นๆที่สภาพอากาศเป็นใจแก่การหาอาหารและช่วยป้องกันพวกมันจากสัตว์นักล่า การที่มนุษย์เราถมแหล่งน้ำ ถางป่า และกระจายพื้นที่อยู่อาศัยไปตามทุ่งหญ้าและแหล่งน้ำต่างๆ ก็คือการที่มนุษย์เรากำลังทำลายข่ายใยชีวิตอันบอบบางอยู่นั่นเอง

ในปีพ.ศ. 2501 เหมา เจ๋อ ตุง ผู้นำคอมมิวนิสต์ในจีนในขณะนั้นตัดสินใจว่า “ศัตรูพืช” 4 ชนิดอันได้แก่ยุง แมลงวัน หนู และนกกระจอกซึ่งกินเมล็ดพืชของชาวนาควรจะถูกกำจัดเพื่อสาธารณสุขและการเติบโตทางการเกษตร ประชาชนชาวจีนจึงเริ่มกำจัดนกกระจอกจนกระทั่งถึงปีพ.ศ. 2503 ที่ผู้นำจีนตระหนักได้ว่านกกระจอกช่วยควบคุมการแพร่กระจายของแมลง แมลงก็เพิ่มจำนวนขึ้น พืชผลถูกทำลายและผลผลิตทางการเกษตรในจีนลดลงอย่างมาก สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีนให้คำแนะนำกับเหมา เขาจึงตัดสินใจยุติโครงการกำจัดนกกระจอกและแทนที่ในรายชื่อ “4 ศัตรูพืช” ด้วยตัวเรือด (Bed bug) “เหมาไม่รู้เรื่องของสัตว์ดีพอ” Dai Qing นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนายหนึ่งกล่าวแก่สำนักข่าวบีบีซีในปีพ.ศ. 2547 “เขาแค่คิดว่า ‘4 ศัตรูพืช’ ควรจะถูกกำจัดก็เท่านั้น”

ขนนกในขั้วโลกเหนือ วันที่ 23 สิงหาคม 2555

การกระทำของมนุษย์ที่ทำให้นกลดจำนวนลงนั้นมีตั้งแต่การทำเกษตรกรรมและป่าไม้ การใช้ยาฆ่าแมลง การสร้างสายไฟฟ้าแรงสูง กังหันลม อาคารบ้านเรือน ยานพาหนะต่างๆ การเลี้ยงแมว ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การทำเกษตรกรรมแบบเข้มข้นยังทำลายพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ บึง ทุ่งหญ้า และป่า ส่วนยาฆ่าแมลง โดยเฉพาะประเภทที่ทำจากสารในตระกูล neonicotinoid ซึ่งเป็นภัยต่อผึ้ง ก็ได้กำจัดแมลงอันเป็นอาหารของนก

นอกจากการที่ที่อยู่อาศัยของนกถูกทำลายลง ศัตรูตัวฉกาจที่เป็นภัยต่อนกก็คือแมวและกระจกหน้าต่างที่นกมักบินพุ่งชน แมวบ้านธรรมดาๆที่ออกมาเดินเล่นอย่างอิสระอาจฆ่านกเป็นสิบตัวได้ในชั่วข้ามคืน ทั้งยังมีผลวิจัยในอเมริกาเหนือชี้ว่าแมวฆ่านกมากกว่าสองพันล้านตัวต่อปี ผู้เลี้ยงแมวสามารถช่วยยลดอัตราการตายของนกได้ด้วยการใส่ปลอกคอสีสันสดใสเห็นได้ชัดเจนพร้อมทั้งแขวนกระดิ่งให้แมว

มีนกตายจากการบินชนกระจกหน้าต่างมากกว่า 600 ล้านตัวต่อปีในอเมริกาเหนือและมากกว่าพันล้านตัวต่อปีในโลก รวมถึงรถยนต์และสายไฟฟ้าแรงสูงก็ได้คร่าชีวิตนกไปอีกหลายร้อยล้านตัว นอกจากนี้ยังมีนกถูกล่ากว่าหนึ่งร้อยล้านตัวต่อปี

วิกฤตแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ

หนึ่งในพื้นฐานสำคัญของกฏนิเวศวิทยาชี้ว่าความเสถียรของระบบนิเวศนั้นขึ้นอยู่กับความหลากหลาย พวกเราอาจช่วยไม่ให้นกสายพันธุ์หนึ่งๆสูญพันธุ์โดยการนำมาขยายพันธุ์ในสวนสัตว์ได้ แต่การทำเช่นนี้มิอาจซื้อความหลากหลายในระบบนิเวศที่สูญเสียไปแล้วกลับคืนมาได้ ผลกระทบจากการขยายตัวของประชากรมนุษย์ได้ทำลายความหลากหลายของระบบนิเวศทั้งพืชและสัตว์ทุกระดับ

ในปี พ.ศ. 2551 มีสัตว์ถึง 44,838 สายพันธุ์อยู่บนบัญชีแสดงสถานภาพความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ป่าโดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN Red List) และดัชนี Living Planet ของกองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wildlife Fund) ลดลงถึงร้อยละ 52 ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. 2513 ถึง 2553 อีกทั้งร้อยละ 60 ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งลดจำนวนลงอย่างรุนแรงจากการที่แหล่งน้ำลดลง นอกจากนี้ร้อยละ 42 ของสัตว์เลื้อยคลานและร้อยละ 28 ของสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหมดก็กำลังลดจำนวนลง และผลวิจัยจากทางยุโรปชี้ว่าจำนวนแมลงลดลงถึงร้อยละ 80 ในช่วง 25 ปี เช่นกัน

อัตราการสูญพันธุ์ของสายพันธุ์สัตว์ต่างๆในปัจจุบันนั้นสูงขึ้นถึง 1,000-10,000 ครั้ง เทียบกับอัตราการสูญพันธุ์ในประวัติศาสตร์ ระหว่างการวิวัฒนาการอันยาวนานจะมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหนึ่งสายพันธุ์สูญพันธุ์ไปในทุกๆ 400 ปีและสัตว์ในตระกูลนั้นๆก็อาจสูญพันธุ์ตามไปในหนึ่งล้านปี ในปีพ.ศ. 2557 บทวิจัยของ Stuart Pimm จากมหาวิทยาลัยดยุค (Duke University) และเพื่อนร่วมงานจากมหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) ประเมินได้ว่าอัตราการสูญพันธุ์นั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าในอดีตถึง 1,000 เท่า โดยนักชีววิทยาชื่อ E O Wilson ประเมินว่าสูงกว่าถึง 10,000 เท่า และนักชีววิทยาคนอื่นๆที่สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) และศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Center for Biological Diversity) เชื่อว่าเขาประเมินได้ถูกต้อง

ในช่วงทศวรรษ 1970(พ.ศ. 2513 – 2523) ช่วงที่กรีนพีซเริ่มงานรณรงค์เป็นครั้งแรก Norman Myers ประเมินว่าโลกของเราสูญเสียสิ่งมีชีวิตหนึ่งสายพันธุ์ต่อวันซึ่งนับเป็นวิกฤตการณ์ที่น่าสลดใจ จนในวันนี้ หลังจากเกือบห้าสิบปีแห่งการทำลายระบบนิเวศผ่านไป มีสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปจากโลกของเราราวหนึ่งสายพันธุ์ต่อชั่วโมง

Rex Weyler นักเขียน ผู้สื่อข่าว และผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซสากล

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่

แปลและเรียบเรียงโดย สรรพร อุไรกุล อาสาสมัครกรีนพีซ


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่