รายงานจากทบวงพลังงานของรัฐบาลจีนระบุว่าจีนสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากกว่าสองเท่าจากที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2563 ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์ขึ้นใหม่จำนวนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมหาศาล

ในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมปีนี้ จีนสามารถกักเก็บไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถึงกว่า 112 กิกะวัตต์ หลังจากที่ติดตั้งแผงโซลาร์ที่ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 35 กิกะวัตต์ภายในเวลาเพียงเจ็ดเดือน ซึ่งนับเป็นปริมาณการติดตั้งที่มากกว่าประเทศอื่นๆในปี 2559 กว่าสองเท่าตัว

ด้วยเหตุนี้เอง ปริมาณการกักเก็บไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของจีนในขณะนี้จึงทะลุเป้าปี 2563 ซึ่งรัฐบาลจีนตั้งเป้าไว้ที่ 105 กิกะวัตต์เมื่อปีที่แล้ว

ข่าวนี้อาจก่อให้เกิดสถานการณ์ที่น่าสับสนต่อวงการอุตสาหกรรมได้ เพราะจากหลายปีที่มีการเก็บข้อมูลการติดตั้งแผงโซลาร์ พบว่าไม่มีการตั้งเป้าทางพลังงานแสงอาทิตย์ใดๆไว้ ทว่าทางสำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติ (NEA) ของจีนได้ดำเนินการตั้งเป้าการติดตั้งแผงโซลาร์ประจำปีที่ท้าทายกว่าเดิมขึ้นใหม่

โดยจากเป้าหมายเหล่านี้ เล็งว่าจะเพิ่มปริมาณการกักเก็บไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้เพิ่มสูงขึ้นถึง 213 กิกะวัตต์ในปี 2563 ซึ่งมากกว่าปริมาณความจุปัจจุบันของสหรัฐอเมริกาถึง 5 เท่าตัว

เป้าหมายนี้ยังหมายถึงการใช้พื้นที่ครอบคลุมราว 1,500 ตารางกิโลเมตร หรือขนาดเทียบเท่ากับเกรเทอร์ลอนดอน เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์

โดยอัตราการเติบโตปัจจุบันชี้ว่า จีนอาจสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทะลุเป้าหมายใหม่ที่สูงขึ้นได้สำเร็จเสียด้วยซ้ำ

ด้านพลังงานลมเองก็กำลังไปได้ดีเช่นกัน

จีนกำลังอยู่ระหว่างการติดตั้งกังหันลมบนฝั่งเพื่อให้สามารถกักเก็บไฟฟ้าพลังงานลมได้อย่างต่ำ 110.4 กิกะวัตต์ภายในอีกสามปีข้างหน้า

โดยอัตรานี้จะช่วยให้ปริมาณการติดตั้งการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมโดยรวมของจีนเพิ่มขึ้นเป็นราว 264 กิกะวัตต์ในปี 2563 ซึ่งเรียกได้ว่าทะลุเป้าเดิมไปได้ไกลมาก จากตั้งไว้ที่ 210 กิกะวัตต์ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 13

อีกทั้งยังนับเป็นปริมาณที่มากกว่าการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมทั้งหมดของยุโรป (ซึ่งรวมถึงสหราชอาณาจักร) อย่างมากทีเดียว

เป้าหมายใหม่

นอกจากที่กล่าวไปแล้วนั้น จีนยังมีการตั้งเป้าอื่นๆ

ภายในปี 2563 จีนเล็งสร้างโครงการโซลาร์ขนาดใหญ่ถึง 54.5 กิกะวัตต์ โดยเป็นการรวมกันของโซลาร์ฟาร์ม การทำเกษตรกรรม และการปศุสัตว์

ซึ่งจะทำให้จีนสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากกว่าทั้งอังกฤษและเยอรมนีรวมกัน

นอกจากนี้จะยังมีการจัดโครงการแสดงโซลาร์จำนวน 8 กิกะวัตต์ขึ้นในทุกปี โดยจะใช้โซลาร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปี

เป้าหมายใหม่ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของจีนในการจ่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กล่าวคือ การผลิตไฟฟ้าในจุดที่มีการใช้ไฟฟ้าโดยตรง และภายใต้กฏหมายใหม่ที่ไม่จำกัดปริมาณการติดตั้งการจ่ายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนยังหมายถึงการพุ่งทะยานของอัตราการติดตั้งนวัตกรรมใหม่ๆอย่างหลังคาแผงโซลาร์อีกด้วย

ตลอดปีที่ผ่านมา การติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากสถิติของสำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติ (NEA) ชี้ว่าในครึ่งแรกของปี 2560 การจ่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นั้นเพิ่มขึ้น 7.11 กิกะวัตต์ ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน

อัตราการเพิ่มขึ้นอันน่าตื่นตะลึงของพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจีนนี้หมายถึงการที่จีนจะสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานเหล่านี้ได้พอๆกับการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของเยอรมนีในปี 2563 โดยปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์จะอยู่ที่ราวร้อยละ 9 ของการใช้ไฟฟ้าในประเทศจีนเอง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.2 ในปีที่แล้ว

การจํากัดปริมาณการรับซื้อไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ทางเดินไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ

ทางภาคส่วนพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ของจีนยังคงต้องฝ่าฟันกับวิกฤติความเสี่ยงจากการจํากัดปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าครั้งใหญ่

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 อัตราการจํากัดปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานลมของประเทศจีนอยู่ที่ร้อยละ 13.6 โดยอัตราการจํากัดปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใน 5 มณฑลทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของจีนอยู่ที่ร้อยละ 15.5

อย่างไรก็ดี เป้าหมายใหม่ของสำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติ (NEA) ก็ได้รับรู้ถึงปัญหาและนำสองมาตรการสำคัญมาใช้จัดการกับปัญหาดังกล่าว

โดยมาตรการแรกนั้นคือการให้มณฑลที่เผชิญกับปัญหาการจํากัดปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รุนแรงที่สุดอย่างมณฑลกานซู มณฑลซินเจียง และมณฑลหนิงเซี่ย ห้ามมิให้มีการติดตั้งแหล่งผลิตพลังงานเพิ่มเติม

มาตรการดังกล่าวควรจะช่วยผลักดันภาครัฐผู้ดูแลมณฑลนั้นๆให้จัดการบริหารการใช้พลังงานจำนวนมหาศาลที่พวกเขามีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และนั่นยังหมายถึงการแข่งขันกับการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งครอบงำสัดส่วนการใช้พลังงานที่มากที่สุดอีกด้วย

ส่วนมาตรการที่สองจะเป็นการให้มณฑลทั้ง 7 ซึ่งรวมถึงมณฑลปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ อนุญาตให้ติดตั้งแหล่งผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากเท่าที่ต้องการ โดยมีการแจ้งว่าแหล่งผลิตพลังงานใหม่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาการจํากัดปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าในบริเวณนี้

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าจีนจะสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ทะลุเป้าปี 2563 สำเร็จได้จริงๆ

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่