“ขอแค่รัฐตกลงทำตามข้อเรียกร้องให้โอกาสกระบี่พิสูจน์ตนเองเรื่องพลังงานหมุนเวียน หากสามปีทำไม่ได้ค่อยมาพูดเรื่องโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินว่าจะสร้างหรือไม่ สามปีไม่ได้ทำให้ประเทศนี้หายนะ แต่เป็นการสร้างมิติใหม่เป็นนวัตกรรมให้กับประเทศ หากประกาศได้ว่ากระบี่คือจังหวัดพลังงานหมุนเวียน รัฐมีเวลาตัดสินใจภายในเดือนตุลาคม และประชาชนจะช่วยกันพิสูจน์ว่าทำได้จริงหรือไม่ หากไม่มีการตัดสินใจ ประชาชนจะมาล้อมทำเนียบรัฐบาล” ประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน กล่าวในการแถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีของคณะกรรรมการไตรภาคีภาคประชาชน โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา

ภาพโดยเพจ หยุดถ่านหินกระบี่

ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา การประชุมของคณะกรรมการไตรภาคีและอนุกรรมการชุดต่างๆ  ได้ข้อสรุปว่า จ.กระบี่ มีศักยภาพทางด้านพลังงานหมุนเวียน 1,699 เมกะวัตต์ และจะมีความต้องการไฟฟ้าสูงสุดประมาณ 169 เมกะวัตต์ ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นข้อหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่า กระบี่สามารถเป็นจังหวัดพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อยได้ภายในระยะเวลา 3 ปี แต่ยังขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังของภาครัฐ เช่น ปัญหาสายส่งไฟฟ้าเต็ม และการรับซื้อพลังงานหมุนเวียนโดยไม่จำกัดจำนวน ซึ่งภาคประชาชนกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้กระบี่สามารถเป็นจังหวัดนำร่องพลังงานหมุนเวียน เหลือเพียงแค่การดำเนินการของภาครัฐเท่านั้น และขณะนี้เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินกำลังรอคำตอบ

อนุกรรมการภาคประชาชนชุดต่าง ๆ ให้ความเห็นพ้องกันว่า “อนุกรรมการภาคประชาชนไม่ควรเป็นตรายาง เพราะการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ขาดความชอบธรรม การมีส่วนร่วม ปกปิดข้อมูล ให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ศึกษาไม่ครอบคลุมรอบด้าน ขาดมาตรการรองรับผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ การประมง และการท่องเที่ยว อนุกรรมการภาคประชาชน เห็นว่า การศึกษาที่ไม่ชอบธรรมควรถูกถอนออก เนื่องจากเป็นรายงานที่หยามคนกระบี่ แต่ให้รัฐบาลดำเนินตามข้อตกลง 3 ปีพลังงานหมุนเวียนของกระบี่ ให้กระบี่พิสูจน์ว่ากระบี่สามารถพึ่งพาตนเองจากพลังงานหมุนเวียน 100% ภายใต้การสนับสนุนอย่างจริงจังของภาครัฐ หากทำไม่ได้จึงจะมาทำการศึกษาใหม่ให้ครบถ้วนรอบด้าน”

ที่ผ่านมาอนุกรรมการฯ ชุดที่ 1  ได้ขอลาออกจากการเป็นคณะอนุกรรมการฯ เนื่องจากความไม่ชอบธรรมในการรับฟังความเห็น กล่าวคือ อนุกรรมการฯ ชุดที่ 1 พบข้อกังวลในขอบเขตการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งแตกต่างจากข้อเสนอของอนุกรรมการภาคประชาชน จึงเรียกร้องให้ กฟผ.ถอนรายงานอีไอเอและทำการศึกษาใหม่ แต่ถูกปฏิเสธ คณะอนุกรรมการภาคประชาชนจึงขอลาออกจากการเป็นคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 1 เพราะไม่เห็นถึงความจริงใจของ กฟผ.ในการหาข้อสรุปร่วมกัน และไม่ได้แก้ไขเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่จะเกิดขึ้น   แต่พร้อมที่จะเดินหน้ารายงานอีไอเอและอีเอชไอเอได้ทุกเมื่อ โดยที่ไม่ต้องรอมติของอนุกรรมการ

คุณศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยจากมูลนิธินโยบายสุขภาวะ วิเคราะห์ว่า “กระบี่มีศักยภาพที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เนื่องจากกระบี่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ กระบี่ทำอยู่แล้ว และกำลังมีโครงการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมในปัจจุบัน เพียงพัฒนาเพิ่มอีกแค่ประมาณ 100 เมกะวัตต์หากประเมินจากการใช้ไฟฟ้าช่วงพีค ก็จะเป็น 100% ซึ่งหากทำได้จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับน้ำเสียและเศษวัตถุดิบจากผลผลิตน้ำมันปาล์ม หรือเพิ่มมูลค่าให้กับปาล์มเกือบ 20% ของราคาปาล์มในปัจจุบัน ในทางกลับกันการนำเข้าถ่านหินต้องเสีย 7,000 ล้านบาทต่อไปให้กับต่างประเทศ”

“อีไอเอ ในครั้งบ่อนอกและบ้านกรูด จ.ประจวบฯในครั้งนั้น ก็คล้ายกับครั้งนี้ บริษัทต่างๆ ที่จะทำโครงการได้ซื้อพื้นที่ และออกแบบเรียบร้อยแล้ว แต่ที่ต่างกันมากระหว่างกระบี่ และประจวบฯคือ ที่ประจวบฯเราได้แบบที่สมบูรณ์มาเกือบ 300 หน้า มีรายละเอียดครบถ้วนทั้งหมด ทั้งท่าเรือ ขนส่ง การเผา เส้นทางของควัน บอกแม้กระทั่งว่าควันอาจไปถึง 300 กิโลเมตร แต่ครั้งนี้เราไม่ได้รายละเอียด ถ้ากระบี่กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดและสกปรกที่สุด รายได้จากการท่องเที่ยวจะต้องหายไปอย่างแน่นอน ถ่านหินแม่เมาะทำความผิดร้ายแรงต่อประชาชน  30,000 กว่าคน 6 หมู่บ้าน ใช้เวลาหลายสิบปีในการฟ้องร้อง อย่างนี้แล้วจะเอามาอ้างได้อย่างไรว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับต่างชาติได้” อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ  หนึ่งในคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 3 กล่าว

คณะอนุกรรมการฯ จึงขอให้รัฐบาลมีการทบทวนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนใหม่ ทำงานภายใต้หลักสิทธิประชาชนในการจัดการทรัพยากร และเคารพในสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรของตนเอง

ข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ ต่อภาครัฐมีดังนี้

  1. รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยไม่จำกัดจำนวน และซื้อเป็นลำดับแรกก่อนเชื้อเพลิงอื่น

  2. แก้ปัญหาสายส่งไฟฟ้าเต็ม ด้วยการเร่งบริหารจัดการและลงทุนพัฒนา

  3. จัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้ประชาชน

นอกจากนี้คณะกรรมการไตรภาคีภาคประชาชนได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2559 เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทบทวนความเหมาะสมในการทำหน้าที่ของ พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการไตรภาคี

แถลงจุดยืนข้อเรียกร้องของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน โดย ประสิทธิชัย หนูนวล และ อัครเดช ฉากจินดา ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ---------------------------------- ตามข้อเรียกร้องของชาวกระบี่ 1.ให้ชะลอการพิจารณารายงาน EIA 2.ให้หยุดประมูลโครงการโรงไฟฟ้า 3.ให้กระบี่พิสูจน์ตัวเอง 3 ปี ในการผลิตและใช้พลังงานหมุนเวียน 100เปอร์เซ็นต์ ภายใต้การสนับสนุนเรื่องสายส่งไฟฟ้าของรัฐบาล แต่วันนี้…. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ละเมิดข้อตกลงร่วม ที่ได้มีตัวแทนรัฐบาลเป็นสักขีพยานร่วม คือ กฟผ.ได้เปิดประมูล ทั้งโครงการท่าเทียบเรือถ่านหิน และ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเรียบร้อยแล้ว เพราะ ฉะนั้นตัวแทนรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลในวันนั้น ต้องรับผิดชอบต่อการแหกกฏไม่รักษาสัญญาของการไฟฟ้าฟ้าฝ่ายผลิต ------------------------------------ อะไรคือความจริงใจของรัฐบาล..... หลังจากที่รัฐบาลตอบรับข้อเรียกร้องของเครือข่าย แต่ กลับแสดงความจริงใจกับประชาชนโดย - ใช้มาตรา 44 ในการยกเลิกผังเมือง ให้สามารถสร้างท่าเทียบเรือถ่านหินได้ ในพื้นที่ - แก้กฎหมายพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมจังหวัดกระบี่ ให้สามารถมีโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ และในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ยังเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ - ยอมให้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานออกมาประกาศต่อสาธารณะหลายรอบว่าอย่างไรก็จะเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินให้ได้ - กรรมการที่รัฐบาลมอบหมายให้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ก็ไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ปรากฏชัดเจนว่า ทั้ง 3 อนุ แสดงถึงความไม่จริงใจที่จะนำไปสู่ข้อยุติทางวิชาการ แต่กลับไปใช้วิธีการ นัดหมาย เพื่อพูดคุยเป็นการส่วนตัวและแลกเปลี่ยนข้อเสนอกัน มีการล่ารายชื่อผู้สนับสนุนที่ไม่มีข้อมูลใดใดให้กับผู้ลงชื่อ ทั้งหมดนี้คือความจริงใจ ที่รัฐบาล ได้มอบให้กับเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน -------------------------------- ยังไม่ลงมือทำเลย แล้วมาตัดสินว่ามันทำไม่ได้ มันคือไสยศาสตร์ ไม่ใช่หลักการทางวิทยาศาสตร์ ที่คุณเชื่อไปแล้วโดยไม่ได้พิสูจน์มัน” วันนี้ ผลการศึกษาของพลังงานทางเลือกมันออกมา 1,700 เมกกะวัตต์ มันความต้องการใช้ไปหลายสิบเท่า ถ้ารัฐบาลจะเบี้ยวข้อตกลง ประชาชนก็ไม่มีทางเลือกอื่น เราประกาศไปแล้วว่า ตุลาคม เราจะมาล้อมทำเนียบรัฐบาล เราไม่ได้มีข้อเรียกร้องใหม่ ข้อเรียกร้องเราคือ อะไรที่พูดออกมาแล้ว อะไรที่เป็นลายลักษ์อักษรแล้ว รัฐบาลลงนามไว้แล้ว ต้องทำตามที่ตัวเองพูด คำเตือนต่อรัฐบาลคือ "จงรักษาคำพูดของตัวเอง" #ตุลาล้อมทำเนียบ

Posted by หยุดถ่านหินกระบี่ on Wednesday, September 28, 2016

คณะกรรมการไตรภาคีภาคประชาชน พร้อมทำหน้าที่คณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จังหวัดกระบี่ต่อไป หากรัฐบาลและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยยังมีความจริงใจที่หาข้อสรุปทางวิชาการและข้อยุติร่วมกันเรื่อง ความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางด้านพลังงานหมุนเวียน 100% ของจังหวัดกระบี่ ภายในเวลา 3 ปี

นี่คือเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่อยู่บนหลักการของความเป็นไปได้ในการปกป้องอันดามันจากถ่านหิน เพราะทางเลืองของพลังงานมีมากกว่าพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สร้างผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และการท่องเที่ยว เหลือแค่เพียงภาครัฐจะลงมืออย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้เอื้อต่อพลังงานหมุนเวียนมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น และเดือนตุลาคมนี้เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินจะมาทวงคำสัญญาจากรัฐบาลอีกครั้ง