ทุกลมหายใจของเราอาจกำลังถูกคุกคามด้วยมลพิษทางอากาศ หากกรมควบคุมมลพิษยังรออีก 3 ปี เพื่อจัดการกับปัญหามลพิษ PM2.5 ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยยังละเลย

อากาศสะอาด คือสิทธิพื้นฐานของเราทุกคน หลังจากที่กรีนพีซอัพเดทสถานการณ์มลพิษ PM2.5 และเปิดเผยข้อมูลจากการประมวลค่าเฉลี่ยของความเข้มข้นฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 19 จุดใน 14 เมืองทั่วประเทศไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 และพบว่าค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM 2.5 ทั้ง 14 เมืองเกินค่าความปลอดภัยตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ล่าสุด ​นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษได้มีคำตอบเพิ่มเติมแล้วว่า จะมีการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ให้ครอบคลุมในปี 2563 ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาระบบการรายงานค่าดัชนีคุณภาพอากาศ และทดสอบระบบการรายงานผ่านแอพพลิเคชั่น AIR4THAI

ทว่า กรมควบคุมมลพิษยังคงเพิกเฉยไม่ได้กล่าวถึงการรวมค่าเฉลี่ย PM 2.5 ในการคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศ (PM 2.5 AQI) ซึ่งดัชนีคุณภาพอากาศนั้น คือ ตัววัดที่ช่วยบอกเราได้ว่า อากาศที่เราหายใจนั้นมีมลพิษและอันตรายมากน้อยเพียงใด

กรณีนี้เห็นได้ชัดในช่วงต้นปีของแต่ละปีกับวิกฤตหมอกควันพิษที่เชียงใหม่และภาคเหนือตอนบนจากการเผาในที่โล่งในพื้นที่เกษตรกรรมเชิงเดี่ยว  แต่กรมควบคุมมลพิษยังคงรายงานว่าอากาศที่เชียงใหม่ยังปลอดภัยแม้ว่าทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยควันพิษ เนื่องจากเป็นการวัดคุณภาพอากาศจาก PM10 คือวัดจากฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน ไม่รวมค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5)

นับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้เริ่มวัดค่ามลพิษ PM2.5 โดยมีสถานีตรวจวัดอัตโนมัติ จํานวน 12 สถานี ใน 10 จังหวัด ต่อมาในปี 2556 องค์การอนามัยโลก(WHO) จึงกําหนดอย่างเป็นทางการให้ PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ปัจจุบันนี้กรมควบคุมมลพิษเผยว่ามีการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดฝุ่นขนาดเล็กแล้ว จำนวน 26 สถานี ใน 18 จังหวัด และมีแผนจะขยายให้ครอบคลุมทุกสถานี ในปี 2563 (จากข้อมูลล่าสุดในช่วง2560ครึ่งปีแรกมี 19 สถานี ใน 14 จังหวัดทั่วประเทศ) โดยมีสถานีตรวจวัด PM10 จำนวน 63 สถานี ใน 33 จังหวัด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังคงกําหนดค่ามาตรฐานให้มีการปล่อยมลพิษทางอากาศ PM 2.5 สูงกว่านับเท่าตัว เมื่อเทียบเคียงกับองค์การอนามัยโลกและหลายประเทศอย่างเช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน และอเมริกา โดยระดับความปลอดภัยที่องค์การอนามัยโลกเสนอไว้ว่าไม่ควรเกิน 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อปี ส่วนของประเทศไทยกำหนดไว้ว่าไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อปี

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 3 ปีที่ประชาชนต้องรอและสูดมลพิษทางอากาศที่เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยเข้าไปทุกวันนั้น คือเป็นวิกฤตที่ประเทศไทยต้องกังวล และอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชากรในกลุ่มเสี่ยงได้

ในร่างแผนยุทธศาสตร์การจัดการคุณภาพอากาศ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) โดยกรมควบคุมมลพิษที่ระบุไว้ในบทที่ 2 ของร่างแผนฯ ว่า “จากการติดตามตรวจสอบพบว่า ปริมาณ PM2.5 ในหลายพื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน” จากนี้ต่อไปเราคงต้องจับตามองว่าสถานการณ์มลพิษ PM2.5 ของประเทศไทย จะเดินหน้าไปในทิศทางใด แต่การเพิ่มการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดฝุ่นขนาดเล็กกว่า PM2.5 นั้นถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเริ่มต้นปกป้องประชาชนจากภัยมลพิษทางอากาศ

สิ่งที่กรมควบคุมมลพิษสามารถดำเนินการได้เพิ่มเติมเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนได้ คือ การเร่งดำเนินการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศนี้ให้เป็นวาระเร่งด่วน ไม่จำเป็นต้องรออีกถึง 3 ปี รวมถึงควรดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยที่แหล่งกำเนิดซัลเฟอร์ไดออกไซด์(SO2) ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx)และฝุ่น ละอองขนาดเล็กทั้ง PM10 และ PM2.5 ให้สอดคล้องกับข้อแนะนําขององค์การอนามัยโลก ซึ่งปัจจุบันนี้ค่ามาตรฐานการปล่อยฝุ่นพิษของประเทศไทยกำหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 1 ปี ไว้ที่ไม่เกิน 25 มก./ลบ.ม. ในขณะที่องค์การอนามัยโลกกำหนดค่าเฉลี่ยรายปีไว้ที่ไม่เกิน 10  มก./ลบ.ม. นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษยังสามารถร่วมมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กําหนดค่ามาตรฐานการปล่อยฝุ่นพิษ PM2.5และปรอทที่แหล่งกําเนิดที่อยู่กับที่รวมถึงการตรวจวัดและรายงาน การปล่อย PM2.5 และปรอทจากปล่องโรงไฟฟ้า

ค่ามาตรฐานการปล่อยฝุ่นพิษที่ยังคงแตกต่างจากคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกนั้น เป็นสิ่งที่เอื้อให้กับผู้ปล่อยมลพิษมากกว่าการคุ้มครองสิทธิและสุขภาวะของประชาชนไทย

ทุกคนมีสิทธิในเข้าถึงอากาศสะอาด กรีนพีซเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษใช้ค่าเฉลี่ย PM 2.5 ในการคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศ (PM 2.5 AQI) รวมถึงปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยPM2.5 ให้สอดคล้องกับข้อแนะนําขององค์การอนามัยโลก เพื่อความแม่นยำในการระบุผลกระทบต่อสุขภาพและแนวทางป้องกัน

ร่วมลงชื่อขออากาศดีคืนมา คลิกที่นี่