โดย พลาย ภิรมย์

ผ่านมาแล้ว 3 วันที่เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์มาถึงประเทศไทยภายใต้ภารกิจโครงการรณรงค์ “ร่วมปกป้องสิ่งแวดล้อมกับเรนโบว์ วอร์ริเออร์” เพื่อนำเสนอแนวทางนโยบายและการพัฒนาด้านพลังงานและอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมกันผลักดันรัฐบาลให้ลงมือแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์จอดอยู่ที่ท่าเรือกรุงเทพ (หรือท่าเรือคลองเตย) เพื่อเปิดให้ผู้ที่สนใจทั่วไปเข้าเยื่ยมชมเรือ และชมนิทรรศการเกี่ยวกับ 10 ปีของการรณรงค์ปกป้องสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  ตลอดสามวันมีผู้มาเยี่ยมชมมากมาย ตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาเรียนรู้ปลูกฝังด้านสิ่งแวดล้อม นักศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมมาเรียนรู้การรณรงค์ ผู้สื่อข่าวจากสำนักต่างๆ จนถึงนักปั่นจักรยานนับร้อยที่รวมตัวกันมาเยี่ยมในวันที่ 19 กันยายน ซึ่งเป็นวัน “Car Free Day” พอดี ลูกเรือทุกคนต่างรู้สึกยินดีและได้รับกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ให้สำเร็จ

ย้อนไปวันแรกซึ่งเป็นงานแถลงข่าวเปิดตัวการเดินทางรณรงค์ กรีนพีซได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนภาคประชาชนซึ่งล้วนเป็นบุคคลสำคัญในการร่วมปกป้องสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมาร่วมแสดงความยินดีกับสิบปีของการก่อตั้งกรีนพีซในประเทศไทย และร่วมแสดงทัศนะวิจารณ์ในหัวข้อ “การพัฒนาที่ยั่งยืนและการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม”  

คุณรสนา โตสิตระกูล วุฒิสมาชิก ได้แสดงทัศนะถึงแนวทางการพัฒนากระแสหลักในปัจจุบันที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว มองโลกเป็นสินค้าขายทำกำไรแทนที่จะเป็นสมบัติถนุถนอมรักษา การพัฒนาจะต้องหาจุดสมดุลที่เป็นหลักให้มุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งการต่อสู้ของภาคประชาชนที่เติบโตขึ้นมาจะเป็นส่วนสำคัญมากในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากกระแสหลักแบบทำลายให้เป็นกระแสพัฒนาที่มุ่งสร้างทรัพยากรสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นความมั่นคงและความมั่งคั่งที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง   

คุณสุรจิต ชิรเวทย์ วุฒิสมาชิก ได้แสดงทัศนะในทิศทางเดียวกัน โดยท่านได้เรียกกระแสการพัฒนาในทิศทางปัจจุบันว่า “โลกาพินาศ” (แทนโลกาภิวัตน์) ซึ่งปลุกเร้าให้คนเกิดความอยากความโลภ บริโภคอย่างไม่ลืมหูลืมตา ขณะที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด ตลอด 30 ปีของการพัฒนาเมืองไทยที่ผ่านมาก็เน้นแต่การเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่คนในประเทศไม่ได้กินไม่ได้ใช้ แต่ต้องแบกรับมลพิษและแลกกับทรัพยากร การพัฒนาและสังคมที่ยั่งยืนนั้นต้องมีพื้นฐานมาจากการเคารพธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมที่ดีงาม และพัฒนาจิตใจให้เกิดปัญญา พ้นจากความโลภ กิเลส ตัณหานั้นเอง

ดร. เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการอิสระมูลนิธินโยบายสุขภาวะ ได้ให้ทรรศนะเกี่ยวกับแผนพัฒนาพลังงานของประเทศไทย ท่านได้ให้ข้อมูลเชิงสถิติที่น่าสนใจว่า ย้อนกลับไปสิบปีที่แล้วสังคมไทยส่วนใหญ่คิดว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ถึง 1000 เมกะวัตต์แทบจะเป็นไปไม่ได้ ปรากฏว่าวันนี้มีการผลิตแล้วถึง 1800 เมกะวัตต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรามีศักยภาพที่จะพัฒนาพลังงานหมุนเวียนได้มากกว่านี้ แม้พลังงานหมุนเวียนได้ถูกสร้างภาพให้คนคิดว่าเป็นไปไม่ได้และมีราคาแพงมาก แท้จริงหากเราสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็น 6,000 เมกะวัตต์ เราจะเสียค่าไฟแพงขึ้นจากเดิมเพียง 2% และหากเป็น 10,000 เมกะวัตต์ ก็จะเสียแพงขึ้นเพียง 4% แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าและผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริง และถ้าเราเพิ่มการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนในส่วนนี้พร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ไฟฟ้าหรือประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 15% จากเดิม โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือถ่านหินก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง  ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศและคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ได้เน้นย้ำถึงการแก้ไขปัญหาโลกร้อนว่าไม่ได้อยู่เพียงแค่การใช้ถุงผ้าหรือปิดไฟคนละดวง แต่อยู่ที่การปรับวิถีชีวิตของพวกเราทุกคนให้มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้แนวทางพัฒนาที่ยังมุ่งเน้นการผลิตอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้นก็จะเป็นตัวบั่นทอนต่อการข้ามพ้นวิกฤตโลกร้อน โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังเน้นส่งเสริมกิจกรรมหรืออุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากเราต้องพัฒนาอุตสาหกรรมก็ควรจะเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น

จินตนา แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด ได้กล่าวในนามของประชาชนที่ต้องรับกรรมในการต่อสู้กับแนวทางการพัฒนาเชิงทำลายชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่เน้นการใช้ทรัพยากร และแสดงความผิดหวังจากภาครัฐทุกยุคทุกสมัยที่มักดูถูกความรู้ชาวบ้าน ศักดิ์ศรีและภูมิปัญญาท้องถิ่น และแนวทางที่ชุมชนท้องถิ่นไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง และที่ภาครัฐการไม่พูดความจริงว่าแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้เป็นการผลิตไฟฟ้าเพื่ออุตสาหกรรมเพื่อนายทุนหยิบมือ ไม่ใช่เพื่อประชาชนทั่วไปและโดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่น และกล่าวทิ้งท้ายให้อุ่นใจว่าเครือข่ายชาวประจวบจะเป็นปราการป้องป้องสิ่งแวดล้อมให้ภาคใต้และจะไม่ยอมให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินเด็ดขาด

คุณวิจาร ขันธุวาร ผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายภาคประชาชน จ.ตราด ให้ทรรศนะถึงความสำคัญในการ “พัฒนาคน” ให้มีคุณธรรม ปัญญา และอุดมการณ์ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการรวมกลุ่มในชุมชนสามัคคีร่วมกันทำงานพัฒนา โดยปิดท้ายด้วยความจริงที่ว่า “การทำเกษตรต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อม หากสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ชิวิตเกษตรกรก็ต้องถูกทำลายไปด้วย”

นับเป็นภาระกิจอันหนักหน่วงที่สำคัญของประชาชนที่รักสิ่งแวดล้อมทุกคน กรีนพีซและเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ที่จะต้องไปขบคิดเป็นการบ้านว่าเราจะร่วมกัน “ปกป้องสิ่งแวดล้อม” ให้พ้นวิกฤตที่เกิดจากการพัฒนากระแสหลักผิดรูปนี้ได้อย่างไร

บ่ายของวันจันท์ที่ 20 กันยายน 2553 ถึงเวลาที่เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ ต้องออกเดินทางจากท่าเรือกรุงเทพ มุ่งสู่อ่าวไทย เพื่อไปยังจุดหมาย อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจุดแรกของการปฏิบัติภารกิจ “ร่วมปกป้องสิ่งแวดล้อมกับเรนโบว์ วอร์ริเออร์” เรือค่อยๆ เคลื่อนแหวกผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาที่สองข้างฝั่งมีทั้งโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยควัน สลับกับต้นไม้สีเขียวและบ้านริมน้ำ เรือขนาดเล็กและเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่วิ่งขวักไขว่ ทะเลบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาขุ่นมัว เรือแล่นเลาะเส้นทางทะเลชายฝั่งเลียดเข้าภาคตะวันออกก่อนตัดเข้าสู่ภาคใต้ ฝูงนกจำนวนหนึ่งบินตามเรือเพื่อคอยจับปลาที่กระโดดขึ้นจากแหวกคลื่นจากเรือ ตลอดคืนเห็นมีเรือประมงขนาดเล็กมากมาย ทะเลสงบไม่มีคลื่น น้ำทะเลสีฟ้าใส ตอนเช้าของวันที่ 21 มีรุ้งขึ้นที่ขอบฟ้า เหมือนจะเป็นนิมิตหมายที่ดีในการเดินทางครั้งนี้  

แต่ก็น่าห่วงว่าความงดงามและความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทยว่าจะอยู่ยั่งยืนไปได้อีกนานเพียงใด..