“พวกเราเด็กสมุย รู้บุญคุณธรรมชาติที่สร้างอาหารให้เรา สร้างที่อยู่ให้เรา เรารักธรรมชาติ เราจะร่วมใจกันปกป้องสิ่งแวดล้อม เราเด็กสมุย เยาวชนยุคใหม่ฉลาดใช้พลังงานและใส่ใจสิ่งแวดล้อม เราสัญญาว่าเราจะช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เราจะช่วยกันประหยัดไฟฟ้าและน้ำมัน เราจะปิดไฟหลังเลิกใช้ ถอดปลั๊กทุกครั้ง และเดินทางอย่างฉลาด เพื่อตัวเรา เพื่อสังคม และเพื่อให้โลกกลับมาเขียวอีกครั้ง”

ที่คือคำปฏิญาณจากเหล่าตัวแทนโรงเรียนต่างๆ รอบเกาะสมุยได้ร่วมกันคิดกลั่นกรองเพื่อประกาศร่วมกันใน “กิจกรรมเด็ก สมุยหัวใสใช้พลังงาน” ณ หาดหน้าทอน เกาะสมุย จ. สุราษฎ์ธานี

...วันนี้เป็นวันเสาร์ เด็กๆ ประมาณ 200 คนจากโรงเรียนต่างๆ รอบเกาะสมุยได้โอกาสมาเรียนรู้นอกโรงเรียนและเยี่ยมชมเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ ที่จอดทอดสมออยู่ไม่ไกลจากหาดหน้าทอน กิจกรรมวันนี้มีหลายอย่างโดยเน้นการให้ความรู้และความสนุกควบคู่กัน เช่น นิทรรศการเกี่ยวกับโลกร้อน พลังงานหมุนเวียน การประหยัดพลังงาน และภาพผลกระทบจากการรั่วไหลจากบ่อขุดเจาะน้ำมันและเรือขนส่งที่เกิดขึ้นรอบโลกตลอดเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เดินแฟชั่นโชว์ชุดรีไซเคิล (ซึ่งแต่ละโรงเรียนส่งประกวด โดยใช้ชุดที่ทำจากวัสดุเหลือใช้) เกมส์ตอบคำถาม เกมส์แยกขยะ ร้องเพลง และการประกาศคำปฏิญาณปกป้องสิ่งแวดล้อมเป็นต้น ซึ่งทางเครือข่ายรักษ์อ่าวไทย จากจากเกาะสมุย เกาะพังงัน และเกาะเต่า เทศบาลเมืองเกาะสมุย อำเภอ สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม และครูอาจารย์จากโรงเรียนในเกาะได้มีความตั้งใจร่วมกันจัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อปลูกฝังให้ความรู้แก่เด็กๆ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะรับช่วงดูแลอนุรักษ์เกาะต่อไปในอนาคต และซึ่งเป็นช่วงระหว่างการรณรงค์ต่อสู้คัดค้านโครงการขุดเจาะน้ำมันที่อยู่ห่างจากทั้งสามเกาะไม่ไกล

จากการพูดคุยกับคนท้องถิ่นที่นี่พบว่า ที่ผ่านมาการขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยวได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะ น้ำเสีย ปัญหาคุณภาพน้ำทะเลและชายหาด ปาการังฟอกขาวและการลดลงของสัตว์น้ำ เราสูญเสียความเป็นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปมาก ปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวและท้องถิ่นได้เรียนรู้ถึงปัญหาที่ผ่านมาและได้รับผลกระทบ จึงเริ่มตื่นตัวรณรงค์และส่งเสริมด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น และเป็นน่ายินดีว่าปัจจุบันนี้หลายภาคส่วนได้เริ่มก้าวข้ามจากจิตสำนึกรู้มาสู่การปฎิบัติอย่างจริงจังแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่เริ่มมีการเน้นบริหารจัดการโรงแรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและใช้เป็นจุดขายในการทำตลาดมากเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากที่ผ่านมา ด้านการศึกษาก็มีมีโครงการ “Low Carbon School” ที่ปลูกฝังความรู้และสอนการอนุรักษ์ภาคปฏิบัติให้กับเด็กนักเรียน ปัจจุบันมีโรงเรียนในโครงการแล้วกว่า 26 โรงเรียน โดยมีโรงแรมสีเขียวต่างๆ อาสาเป็นพี่เลี้ยงภาคปฏิบัติ ส่งเสริมและให้ความรู้แก่โรงเรียน ภาคท้องถิ่นก็เข้มงวดในมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ มากขึ้น มีการจัดการขยะที่ดีขึ้น และมีการนำการแก้ไขปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อมมาเป็นตัวตั้งในแผนปฏิบัติการท้องถิ่น

สิ่งนี้เป็นสัญญาณอันดีที่ภาคประชาชน ภาคท้องถิ่นและธุรกิจท่องเที่ยวต่างมีจุดยืนร่วมกันในการกำหนดทิศทางการพัฒนาให้กับตนเองโดยเข้าใจถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นตัวนำพาสู่การพัฒนาที่ยังยืน แต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ยังขาดการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐส่วนกลางซึ่งถูกกลุ่มทุนครอบงำทางอำนาจและกำหนดทิศทางการพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงความเป็นจริงที่เหมาะสมในแต่ละท้องถิ่น ดังตัวอย่างเช่นการอนุญาติให้สัมปทานโครงการขุดเจาะสำรวจและผลิตน้ำมันในพื้นที่ที่มีการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว แหล่งอาหาร และชุมชนที่ต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติในการยังชีพดังพื้นที่เกาะเหล่านี้ที่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ไม่เห็นด้วย และไม่ได้ประโยชน์ใดๆ ที่จะเกิดแก่ท้องถิ่นเลย

ผมถามคำถามเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่มาร่วมกิจกรรมว่า “การที่จะมีการขุดสำรวจและสร้างแท่นขุดเจาะน้ำมันใกล้กับเกาะสมุยจะทำให้เกิดอะไรขึ้น” ได้รับคำตอบว่า “ยัง มีที่อื่นๆ ที่เป็นที่เที่ยวเหมือนเกาะสมุย คนมาดำน้ำเล่นน้ำเพราะความสะอาด สวยงาม ถ้าดำน้ำแล้วได้กลิ่นน้ำมัน ต่อไปเขาก็ไม่มาอีก ถ้าธรรมชาติในเกาะในทะเลเสื่อมโทรม นักท่องเที่ยวก็คงลดลงไปเรื่อยๆ ไปเที่ยวที่อื่นที่ธรรมชาติยังดีอยู่ เราก็อยู่ไม่ได้ ที่นี่เราทำสวน ทำท่องเที่ยว การรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ” คำตอบทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้ว่า...แหมเด็กประถมหกที่นี่ยังเก่งกว่ามีสำนึกกว่าพวกนักวิชาการจบปริญญาและนายทุนคนรวยหัวดำหัวทองซะอีก