“บ่อขยะบ่อนี้ที่จริงแล้วเป็นบ่อดินเก่าที่ขุดลึกลงไปเกิน 50 เมตร ไม่ใช่เพียงแค่ 5 เมตรดังที่สื่อบอก ขุดเพื่อนำดินไปขายจนทะลุดินดาน ขุดจนกระทั่งรถแบคโฮไม่สามารถขุดลึกต่อไปได้อีก”

 

นี่คือคำบอกเล่าจากชาวบ้านในพื้นที่ผู้ซึ่งเติบโตและอาศัยอยู่ในตำบลแพรกษา อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ และรับรู้ปัญหาการลักลอบทิ้งขยะในบ่อดินขนาดมหึมานี้มากว่า 30 ปี จนกระทั่งเกิดหายนะภัยไฟไหม้บ่อขยะปลดปล่อยสารพิษมหาศาล และควันพิษปกคลุมไปไกลกว่า 20 กิโลเมตร  เกือบสัปดาห์แล้วที่ควันพิษและกลิ่นเหม็นจากบ่อขยะเนื้อที่ 150 ไร่ ที่ลุกไหม้ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม ที่ผ่านมายังไม่จางหายไป แม้แต่บ้านของฉันเองที่อยู่ในเขตพัฒนาการก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นและควันจางๆ

และในช่วงสัปดาห์เดียวกันนี้เอง บ่อขยะขนาดใหญ่อีกสามแห่งได้เกิดไฟลุกไหม้ครั้งใหญ่ คือ ที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว  ซึ่งควันไฟได้ลอยไปถึงฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา ที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก  เป็นบ่อเก็บขยะพิษจากเตาเผาเกิดควันพิษเต็มพื้นที่ และล่าสุดที่อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ที่ควันพิษและกลิ่นเหม็นกระจายไปทั่วรัศมี 10 กิโลเมตร อุบัติภัยจากเพลิงไหม้บ่อขยะนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นบ่อยเกินกว่าจะเป็นเพียงเหตุบังเอิญเสียแล้ว

สำหรับที่อำเภอแพรกษา คงอีกไม่นานนักที่กลิ่นและควันจะจางหายไป แต่สิ่งที่ยังคงหลงเหลือคือผลกระทบของมลพิษที่ส่งผลต่อสุขภาพ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่จากควันพิษที่มีก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อยู่ในเกณฑ์ทำให้เกิดพิษเฉียบพลันร้ายแรง แต่ยังรวมถึงมลพิษจากปัญหาการจัดการขยะที่เรื้อรังต่อเนื่องมานานหลายสิบปีที่ผู้คนในเขตพื้นที่แพรกษาต้องทนทุกข์ทั้งมลพิษต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต พร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นเสมอว่าเหตุใดร้องเรียนปัญหาแล้วจึงไม่เกิดผล และเมื่อปัญหาลามจนถึงเกิดไฟไหม้ขยะเคมีจำนวนมหาศาลแต่ทำไมหน่วยงานราชการในพื้นที่จึงต่างปัดความรับผิดชอบด้วยเพียงเหตุผลที่ว่าไม่รู้เรื่อง หรือความรับผิดชอบและจริยธรรมของผู้บังคับใช้กฎหมายต่างๆ ตั้งแต่ระดับล่างสุดจนถึงสูงสุด ถูกกลบฝังปิดทับด้วยธนบัตรสีต่างๆ ดังเช่น บ่อขยะที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน

แต่ว่าเมื่อมีควัน ย่อมมีไฟ และหากต้องการดับไฟก็ต้องหาต้นตอของไฟ ไม่ใช่เพื่อการตัดไฟแต่ต้นลม แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟเกิด และการศึกษาต้นตอของไฟในครั้งนี้คงจะสามารถแก้ปัญหาขยะล้นเมืองที่ก่อมลพิษอย่างไม่รู้จบได้

สำหรับผมแล้ว คนทั่วไปมองขยะว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจ แต่สำหรับคนบางกลุ่มมองขยะว่าเป็นเงินสามารถตักตวงผลประโยชน์ได้ และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ต้องการรับผิดชอบมองเห็นว่าขยะเป็นเรื่องของตนต้องการยุติปัญหาขยะด้วยการคัดแยก และลดขยะที่ตัวเราเอง” ตัวแทนชุมชนอำเภอแพรกษากล่าว จากการบอกเล่าของคนในพื้นที่ บ่อขยะแห่งนี้เป็นของเครือญาติผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่และเก่าแก่ของจังหวัด ซึ่งมีอาชีพขายดิน และพัฒนาบ่อดิน โดยเป็นเจ้าของบ่อดินในจังหวัดสมุทรปราการประมาณมากถึงร้อยละ 60 นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดปัญหาไฟไหม้ แต่ครั้งนี้เป็นการลุกไหม้ที่ร้ายแรงที่สุด เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา บ่อนี้ถูกขุดดินเพื่อนำมาขายจนเหลือแต่น้ำเต็มบ่อ และผู้คนในพื้นที่ต่างเห็นว่าความลึกของบ่อนั้นเกิน 50 เมตร ต่อมาในช่วงประมาณปี 2540 เมื่อไม่เหลือดินที่สามารถขุดนำมาขายได้ เจ้าของบ่อจึงต้องการเพิ่มมูลค่าของบ่อด้วยการทำเป็นบ่อขยะ แต่ถูกคัดค้านจากพลังมวลชนจำนวน 300 คน ในพื้นที่ ร่วมกันเรียกร้องจนไม่สามารถเป็นบ่อขยะได้ถูกต้องตามกฎหมาย

ทว่าในช่วงประมาณปี 2545 เริ่มมีการลักลอบทิ้งขยะ จากเพียงขยะในครัวเรือนได้ลามกลายเป็นขยะเคมีจากอุตสาหกรรมนิคมบางปู ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ขยะจากนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เท่านั้น ยังรองรับขยะโรงงานอุตสาหกรรมจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยองอีกด้วย โครงสร้างของบ่อขยะขนาดยักษ์นี้จึงเป็นขยะครัวเรือนทั่วไปด้านบน และขยะอุตสาหกรรมจำนวนมากด้านล่าง  ซึ่งน่าเศร้าที่หน่วยงานราชการในพื้นที่ รวมถึงดร.สุรพล ซามาตย์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เองปฏิเสธอ้างว่าไม่ทราบว่ามีกากอุตสาหกรรม

เพราะเหตุใดเรื่องผิดกฎหมายอย่างการทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 150 ไร่ จึงไม่มีหน่วยงานราชการท้องถิ่นรับรู้เลย? เพราะเหตุใดการร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่จึงไม่มีใครรับฟังและแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง? แต่มีการแก้ปัญหาเพียงการกั้นรั้วปิดบ่อไม่ให้คนภายนอกเข้าเมื่อปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ชาวบ้านพบเห็นคือเป็นการส่งเสริมให้สามารถลักลอบทิ้งได้อย่างสะดวกขึ้น 

ผลกระทบจากบ่อขยะไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นจากภัยพิบัติไฟไหม้ในครั้งนี้เท่านั้น แต่จากการที่บ่อมีความลึกเกิน 50 เมตร น้ำเสียจากขยะครัวเรือนและขยะเคมีจึงไหลลงสู่น้ำบาดาลและคลองบ่อทอง ซึ่งเป็นคลองสาธารณะในอำเภอแพรกษา โดยชมรมสิ่งแวดล้อมสมุทรปราการได้ทำการสำรวจวิจัยพบว่าน้ำบาดาลมีเชื้อแบคทีเรียเอช.ไพโลไร และเชื้ออีโคไลปนเปื้อน ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคทางระบบเดินอาหารที่รุนแรง รวมถึงสามารถสะสมเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของคนในชุมชนส่วนใหญ่ที่ยังคงพึ่งพาน้ำบาดาลและน้ำคลองเนื่องจากน้ำประปายังไม่เข้าถึง

“วัฐจักรวัวหายล้อมคอกต้องหยุดเสียที ถึงเวลาหรือยังที่ต้องเปลี่ยนแปลง” ตัวแทนชุมชนอำเภอแพรกษากล่าว

ขณะนี้ประชาชนในพื้นที่หลายพันคนได้รับผลกระทบ บ้างก็จำเป็นต้องลี้ภัยออกมานอนกลางลานจอดรถ ภาพเช่นนี้จะเกิดซ้ำขึ้นอีกหากประเทศไทยยังคงขาดการจัดการขยะอย่างถูกต้อง ทางออกของปัญหาขยะที่แท้จริง คือ การคัดแยกขยะ ณ แหล่งกำเนิด ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วกับ ชุมชนบ้านพักทหารหนองไผ่ล้อม ของกองทัพภาคที่2 นำมาใช้และจัดการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ โดยคัดแยกขยะมูลฝอยออกเป็นขยะอินทรีย์ ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล และขยะอันตราย และดำเนินการรีไซเคิลครบวงจรอย่างมีประสิทธิภาพ  เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย เช่นเดียวกับที่ ชุมชนอยู่เย็น อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี  ซึ่งนำเอาโครงการชุมชนปลอดขยะ (Zero Waste) มาใช้และสามารถจัดการขยะในชุมชนได้เกือบทั้งหมด

การลดขยะที่ตัวเราเอง นั้นสำคัญไม่แพ้การคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ โดยมีหลายชุมชนที่นำแนวคิดนี้มาใช้ หรือที่รู้จักกันว่าเป็น “ชุมชนไร้ถัง” ดังเช่นที่ ชุมชนเทศบาลตำบลอุโมงค์ จังหวัดลำพูน ชุมชนตำบลเมืองแก จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีแนวคิดว่า “ถังขยะไม่ใช่เครื่องประดับ” ซึ่งเป็นการร่วมกันแก้ไขปัญหาขยะในระดับชุมชน  นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มมูลค่าขยะด้วยการการเปลี่ยนขยะล้นเมืองเป็นทรัพยากรล้นค่า ที่รีไซเคิลซิตี พิษณุโลก ที่ได้แปรเปลี่ยนปัญหาการขาดแคลนพื้นที่ฝังกลบขยะ รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษที่เกิดจากขยะให้เปลี่ยนเป็นทองคำ 

ปัญหาขยะที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากคนใดคนหนึ่ง แต่เราทุกคนเป็นผู้ก่อปัญหาอันเป็นผลมาจากการละเลยหน้าที่ในการจัดการขยะ หากเราทุกคนทุกภาคส่วนไม่ร่วมมือกันแก้ปัญหาขยะตั้งแต่ตัวเราเอง ไม่ว่าจะมีบ่อขยะใหญ่สักเพียงใด มีมากมายสักกี่บ่อก็คงไม่สามารถกลบขยะที่เราสร้างขึ้นมาได้หมด เหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่นี้ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากเราไม่ร่วมกันจัดการปัญหาขยะตั้งแต่ตัวเราเอง โดยที่หน่วยงานราชการให้ความร่วมมือดำเนินการในระดับนโยบายที่ส่งเสริมการจัดการขยะอย่างถูกต้อง