คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ คือ ใครเป็นคนทำให้โลกร้อนกันแน่ และใครเป็นผู้ต้องรับผิดชอบ? แล้วคำตอบล่ะคืออะไร

หนึ่งในกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของงาน “Ice Ride –Ride for Rice จากทุ่งน้ำแข็งอาร์กติกถึงทุ่งข้าวเมืองสองแคว” ที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา คือ เวทีเสวนา “โลกร้อนกับความรับผิดชอบที่เป็นธรรม: เสียงจากสองแคว” ที่เป็นการล้อมวงคุยกันระหว่างกรีนพีซ กลุ่มจักรยานเพื่อสุขภาพ พิษณุโลก และ CAN Thailand โดยมีพี่น้องชาวภาคเหนือตอนล่างหลากหลายพื้นที่ ทั้งจากพิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร และกรุงเทพฯ มารวมกลุ่มนั่งฟังด้วย

ขณะที่ขาปั่นกำลังออกไปรณรงค์กป้องอาร์กติก และเรียกร้องให้ผู้นำของโลกกำหนดให้อาร์กติกเป็นเขตคุ้มครองธรรมชาติของโลก เพื่อหยุดยั้งผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมิให้เลวร้ายยิ่งขึ้น ที่บริเวณจุดนัดพบที่สวนเฉลิมพระเกียรติฯ ก็มีการพูดคุยถึงผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อนที่เกิดขึ้นในพิษณุโลก

“โลกร้อนกับภัยพิบัติเกี่ยวข้องกัน และนับวันก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ธรรมดาเดือนหกฝนก็มา เดี๋ยวนี้ก็ไม่มา อย่างเช่นปีนี้ผักหวานก็แพงขึ้นเพราะอากาศร้อน ผักหวานไม่ค่อยออก” คุณสาคร สงมา ประธาน CAN ประเทศไทย กล่าวถึงความรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก “คนที่ทำให้โลกร้อนก็คือพวกเรากันเอง ประเทศไทยเป็นเหตุทำให้โลกร้อนเป็นอันดับตันๆ ในอาเซียน และเป็นอันดับที่ยี่สิบกว่าของโลก ถึงแม้จะไม่ใช่ต้นเหตุของโลกร้อนรายใหญ่ แต่สถานการณ์โลกร้อนทำให้ประเทศไทยได้รับความเดือดร้อน ก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยเช่นกัน”

คุณสงัด มายัง เกษตรกรพิษณุโลก กล่าวเสริมถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปผิดธรรมชาติว่า “อากาศที่ร้อนขึ้นทำให้พืชผลออกมาไม่ดี เช่น พริก ที่ปลูกไว้ก็เสียหายเยอะ ปี 2554 เกิดน้ำท่วมก่อนฤดูกาล ปกติน้ำจะมาเดือนกันยายน ตุลาคม แต่ท่วมตั้งแต่เดือนกรกฎาคมและปีนี้ก็แล้งรุนแรง น้ำไม่มีเลย”

ผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อนเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบถึงทุกคน และต้องอาศัยการกำหนดนโยบายระดับประเทศจากภาครัฐเพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สำคัญคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ได้อย่างมีประสิทธิผล ซึ่งในประเด็นนี้ คุณธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ความเห็นว่า “การหยุดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยเจตจำนงของนักการเมืองในการหยุดยั้งโครงการพลังงานสกปรกขนาดใหญ่ ที่สำคัญคือถ่านหิน เพราะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงมาก เราต้องไม่ปล่อยให้มีการขุดเชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์มาใช้ และต้องหันมาสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนรูปแบบต่างๆ ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ชีวมวล เป็นต้น นี่จึงจะทำให้เรารอดพ้นจากวิกฤตโลกร้อนได้”

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกิดขึ้นแล้วให้เห็นแล้วในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย คุณสาคร ยังเสริมต่อว่า “ประเทศหมู่เกาะอย่างฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียนั้น เสี่ยงต่อการเลือนหายไปจากแผนที่โลก เนื่องจากการกัดเซาะและเพิ่มสูงขึ้นของน้ำทะเล ผู้ประสบภัยพิบัติจากธรรมชาติมีมากขึ้น และที่ซ้ำร้ายคือไม่รู้ว่าจะอพยพอย่างไร เนื่องจากพื้นที่ภัยพิบัติขยายตัวออกไปมากขึ้น สำหรับประเทศไทย ร้อยละ 80 ของชาวภาคเหนือตอนล่างมีอาชีพเกษตรกรรมทำนา แต่ร้อยละ 92 กินข้าวเป็นอาหารหลัก แต่คราวเกิดภัยพิบัติ เราไม่มีข้าวไว้กินเลย ภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยที่ส่งผลต่อคนทั้งโลก และหากไม่ทำอะไรสักอย่าง ทั้งโลกก็จะได้รับผลกระทบร้ายแรง การดำเนินการจัดการต้องทำทั้งลดการปล่อย และ การส่งเสริมศักยภาพของชุมชนในการรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบจากโลกร้อน ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว”

หากย้อนไปถึงต้นตอของการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาล อันเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นก็คือเมื่อโลกของเรามีการขุดใช้ถ่านหินเมื่อศตวรรษที่ 18 หรือประมาณ 200 ปีที่ผ่านมา และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมายังคงสะสมอยู่ในบรรยากาศจนถึงทุกวันนี้ และมีการปล่อยเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในเวทีเสวนาได้เน้นย้ำและสรุปว่า เราต้องไม่เสียเวลามาถกเถียงกันต่อไปอีกแล้วว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ หากเรามัวแต่หาผู้รับผิดชอบ เราจะต้องสูญเสียไปมากกว่านี้ ทุกคน ทุกประเทศ ต้องร่วมมือกันรับผิดชอบทั้งหมดด้วยการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับที่สามารถทำได้และเป็นธรรมสะท้อนถึงความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน โลกร้อนเป็นมหันตภัยร้ายแรงแห่งศตวรรษนี้ ดังที่ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ที่ได้รับตำแหน่งผู้ส่งข้อความแห่งสันติภาพของสหประชาชาติ (UN Messenger of Peace) ที่ได้กล่าวไว้ในเวทีการประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2557 ที่จัดขึ้นที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า โลกร้อนถือเป็นภัยคุกคามเดียวที่ส่งผลต่อความมั่นคงของมนุษย์ที่เลวร้ายที่สุดในศตวรรษนี้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ทุกประเทศต้องแสดงความรับผิดชอบและร่วมมือกันกำหนดนโยบายในการจัดการวิกฤตโลกร้อนอย่างเร่งด่วน

“วันนี้ ผู้คนจากทั่วโลกทั้งประเทศในและนอกเขตอาร์กติกได้ร่วมส่งเสียงสะท้อนเพื่อปกป้องมรดกทางธรรมชาติอันเป็นสมบัติของทุกคน” นายธารา บัวคำศรี กล่าวเพิ่มเติม“ภูมิภาคอาร์กติกทำหน้าที่สำคัญในการรักษาสมดุลของอุณหภูมิโลก การรักษาความสมดุลของสภาพอากาศเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางและสุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นที่อาร์กติก ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงในอาร์กติก เราหวังว่าการรณรงค์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกในวันนี้ จะไม่เพียงสร้างแรงผลักดันในระดับประเทศเท่านั้น แต่จะสร้างความตระหนักและการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกอีกด้วย

การมาร่วมพูดคุยกันถึงผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นการร่วมในในภาคประชาชนในการต่อกรกับปัญหาวิกฤตโลกร้อนที่ค่อยๆ ทวีความรุนแรงในวงกว้าง จนเราอดคิดไม่ได้ว่า แทนที่จะมัวถามหาผู้รับผิดชอบ ทุกภาคฝ่ายควรหันมาร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลกนี้เสียที ดังที่พี่น้องชาวพิษณุโลกท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายสิ่งแวดล้อมใด ในแต่ละที่มีประเด็นแตกต่างกัน แต่ในแง่ของการอยู่ร่วมกันเพื่อรักษาผืนดินถิ่นเกิดเพื่อลูกเพื่อหลานของเรา พลังเหล่านี้ต้องร่วมมือกัน