สำหรับเกษตรกรชาวนาส่วนใหญ่แล้ว เรื่องที่น่ากลัวที่สุดคือของการทำเกษตรกรรมในระยะหลังนี้ไม่ใช่การรุกรานของโรคร้ายจากแมลง หรือศัตรูพืช แต่เป็นการที่พืชพันธุ์ผลผลิตของเขามีการปนเปือนจีเอ็มโอ

หลังจากที่กระบวนการทางกฎหมายโดยศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณายกฟ้องกรมวิชาการเกษตร และตัดสินว่าไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ในการจัดการการปนเปื้อนของมะละกอจีเอ็มโอที่ขอนแก่น ซึ่งเป็นคดีความที่กรีนพีซยื่นฟ้องและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลาสิบปี  องค์กรเกษตรกร องค์กรผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และองค์กรสาธารณประโยชน์ กว่า 11 องค์กร รวมถึงกรีนพีซ ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อเรียกร้องให้หยุดจีเอ็มโอ ปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงทางอาหาร ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล และศาลาหลายกว่า 10 จังหวัด ได้แก่ สงขลา พัทลุง ขอนแก่น มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ เชียงใหม่ นครสวรรค์ สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา เรียกร้องให้พิจารณาทบทวนการอนุญาตให้ทดลองพืชดัดแปลงพันธุกรรม 

ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังเดินหน้าสนับสนุนการดัดแปรพันธุกรรมพืช หรือพีชจีเอ็มโออย่างไม่ลดละ ซึ่งล่าสุด พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานจัดทำยุทธศาสตร์เกษตรเป็นรายพืชเศรษฐกิจ 4 สินค้า คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และอ้อย ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและเตรียมการให้มีการปลูกทดลองพืชดัดแปรพันธุกรรมในแปลงเปิด รวมไปจนถึงการปลูกในเชิงพาณิชย์ ถึงแม้จะมีหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับพืชจีเอ็มโอเนื่องจากมีผลกระทบเชิงลบมากกว่าผลประโยชน์ รวมถึงผลผลิตที่ถูกตีกลับและต่อต้านจากประเทศยุโรป และญี่ปุ่น อีกทั้งยังไม่ได้ข้อสรุปว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมจะปลอดภัยต่อสุขภาพและจะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในระยะยาว

พืชหลายชนิดกำลังตกเป็นเหยื่อของจีเอ็มโอ น่าคิดว่าหากข้าว อาหารหลักและพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยตกอยู่ในเงื้อมมมือของจีเอ็มโอจะเกิดอะไรขึ้น ..? ท่ามกลางกระแสต่อต้านการรุกรานอธิปไตยและความมั่นคงทางอาหารของพืชจีเอ็มโอ ในการประชุมข้าวนานาชาติครั้งที่ 4 (International Rice Congress หรือ IRC) เมื่อวันที่ 28-31 ตุลาคม 2557 กรีนพีซได้เรียกร้องให้ชุมชนนักวิทยาศาสตร์สนับสนุนการผลิตอาหารจากเกษตรกรรมเชิงนิเวศที่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างความหลากหลายทางอาหาร และความมั่นคงทางโภชนาการ “ในการประชุมที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นการปรับปรุงพันธุ์ข้าวด้วยวิธีคัดเลือกพันธุ์โดยใช้เครื่องหมายทางพันธุกรรม (MAS) ทำให้ได้ข้าวที่มีคุณสมบัติตามต้องการหลากหลายรูปแบบ เช่น ข้าวทนแล้ง ที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น สิ่งที่จำเป็นในขณะนี้คือการทำให้สายพันธุ์ดังกล่าวลดการพึ่งพาปุ๋ยและสารเคมี ก้าวสู่เกษตรเชิงนิเวศซึ่งเป็นการพัฒนาการปลูกข้าวแบบยั่งยืนและสามารถปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้” ดร.แจเน็ต คอตเตอร์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโส กรีนพีซสากล ได้เน้นถึงเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์พืชในการผลิตข้าวสายพันธุ์ใหม่ และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาการดัดแปลงพันธุกรรม (GM)

ความแตกต่างของพืชดัดแปลงพันธุกรรมกับพืชที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกพันธุ์แบบใช้เครื่องหมายทางพันธุกรรม (MAS) อยู่ที่ พืชที่ผ่านกระบวนการ MAS ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเกษตรกรหรือผู้ประกอบการในเรื่องการปนเปื้อนของพืชดัดแปลงพันธุกรรม กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา จากมูลนิธิชีววิถี กล่าวเสริมว่า” หากเราต้องการเป็นครัวของโลกอย่างที่อ้าง แต่กลับผลิตผลผลิตทางการเกษตรที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอที่ทั่วโลกกำลังสงสัยแล้ว เราต้องย้อนกลับมามองจุดยืนของเราใหม่ นอกจากนี้การแพร่กระจายของพืชที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอยังส่งผลถึงความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพันธุ์ในพื้นที่อีกด้วย”

นอกเหนือจากการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว เกษตรกรรมเชิงนิเวศยังสามารถสร้างความหลากหลายในระบบนิเวศและเป็นแหล่งผลิตอาหารที่มีความหลากหลาย ให้สารอาหารที่ดีต่อสุขภาพประชาชน ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนผ่านทางนโยบายที่เอื้อให้เกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมสามารถก้าวสู่การทำเกษตรเชิงนิเวศที่ยั่งยืน แทนที่จะส่งเสริมภาพลวงอย่างพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่จะทำลายทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ทางออกในระยะยาว คือมุ่งไปที่ความหลากหลายของพืชพันธุ์ ซึ่งเป็นทางออกของเกษตรกรรมยั่งยืน และให้ผลผลิตในระยะยาวที่มั่นคงสำหรับชาวเกษตรกรเองด้วย โดยประเทศไทยสามารถเลือกแนวทางการพัฒนาการเกษตรที่ดีกว่า มีความเสี่ยงน้อยกว่า ผู้บริโภคให้การยอมรับมากกว่า โดยให้ความสำคัญกับการผลิตที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ อาทิเช่น การวิจัยเพื่อฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ การส่งเสริมให้บริษัทท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชนพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีปกติจนสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพได้เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเกษตรกรรมอินทรีย์ซึ่งเป็นแนวทางที่เกษตรกรรายย่อย ผู้ประกอบการภาคเอกชน ได้ผลักดันร่วมกันมา

เชื่อสิว่า พืชพรรณแบบดั้งเดิมของไทย ไม่แพ้ที่ใดในโลก ไม่จำเป็นต้องอาศัยจีเอ็มโอดัดแปลงพันธุกรรมใดๆ การทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ผลิตอาหารที่ดีนั้นมีประโยชน์สำหรับทุกคน พืชพรรณที่เติบโตขึ้นจากผืนดินไม่ใช่ของที่ควรมีสิทธิบัตรเฉพาะของใคร อาหารของไทยจากผืนดินถิ่นไทยนั้นดีที่สุด