วันที่ 21 พฤศจิกายนเป็นที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการว่าเป็นวันประมงโลก ชุมชนประมงและพันธมิตรทั่วโลกได้ถือโอกาสในวันสำคัญนี้สร้างความตระหนักถึงความสำคัญในการสนับสนุนการทำประมงที่ยั่งยืนในระดับโลก เพื่อปกป้องและรักษาทรัพยากรทางทะเลให้คงอยู่

เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ปัญหาของท้องทะเลในภาคการประมงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข รัฐบาลทั่วโลกเผชิญกับความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องในการสร้างและใช้กฎระเบียบเพื่อจัดการกับการประมงทั่วโลกและรวมทั้งการดูแลมหาสมุทร นอกจากนี้ยังมีกรณีของอุตสาหกรรมประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่ขยายเพิ่มกำไรโดยไม่คำนึงถึงความยั่งยืนของการทำประมง ไม่เพียงเท่านั้น ผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศร่ำรวยยังมีส่วนก่อให้เกิดวิกฤตในมหาสมุทรจากความต้องการบริโภคอาหารทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น

แหล่งโปรตีนที่ได้มาจากมหาสมุทรนั้น มาจากการเสาะหาโดยชาวประมง แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการให้ได้มาซึ่งผลผลิตด้านอาหารทะเลคือการใช้เครื่องมือการล่าที่มีประสิทธิภาพ การทำประมงขนาดเล็กจึงไม่สามารถแข่งขันกับการค้าเชิงพาณิชย์ของการทำประมงพาณิชย์ได้เลย

หลายๆแห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวประมงท้องถิ่นได้สูญเสียพื้นที่ทำประมงให้กับการประมงเชิงพาณิชย์ ชาวประมงพื้นบ้านจำนวนมากต้องเป็นหนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวประมงในประเทศฟิลิปปินส์ที่มีภาวะความยากจนในภาคการทำประมงสูงถึงร้อยละ 41.1

เพื่อเป็นการเพิ่มผลกำไร การดำเนินงานเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่จึงจำเป็นต้องส่งกองกำลังเรือยักษ์ที่สามารถลอยลำอยู่ในทะเลได้เป็นเวลานานหลายปี เพื่อจับสัตว์น้ำให้ได้มากที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ในพื้นที่หนึ่ง จากนั้นจึงย้ายไปยังพื้นที่อื่น ในขณะที่ชาวประมงพื้นบ้านสามารถจับปลาได้เฉพาะในบริเวณที่พวกเขาอาศัยอยู่เท่านั้นหรือบางครั้งไม่มีทางเลือกและลงเอยด้วยหนทางที่น่าเศร้า นั่นคือ การขายเรือและหยุดอาชีพการทำประมง หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือการเปลี่ยนมาใช้เครื่องมือทำลายล้างเพื่อการดำรงชีวิตและเลี้ยงดูครอบครัวเมื่อปลากำลังจะหมดไป

การประมงเชิงพาณิชย์มักจะใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง อย่างเช่น ตาข่ายจับปลาที่ทำงานด้วยเครื่องจักร (mechanized nets) เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ภาพถ่ายดาวเทียมและเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับหาปลา อุปกรณ์เหล่านี้เป็นอุปสรรคทำให้ปลาไม่สามารถหาที่หลบภัยเพื่อวางไข่ ทั้งนี้ เรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่สามารถหาปลาได้ถึง 350 ตันต่อวันคิดเป็นจำนวนที่มากกว่าการจับปลาทั้งปีของเรือประมงขนาดเล็ก

ตัวอย่างที่ชัดเจนของสถานการณ์อันน่ากลัวของสถานะปลาทูน่าตาโตที่เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ปลาทูน่าที่จับในมหาสมุทรแปซิฟิก ชาวประมงได้ใช้เครื่องมือที่ลดผลกระทบเช่น เบ็ดมือซึ่งเป็นเครื่องมือพื้นบ้านในการจับปลาโดยใช้เบ็ดจับปลาหนึ่งอันต่อการจับปลาหนึ่งตัว ซึ่งในปัจจุบันการใช้วิธีดังกล่าวไม่สามารถจับอะไรได้มากนัก เหตุผลคือมีเรือพาณิชย์หลายพันลำใช้วิธีการวางเบ็ดราวจำนวนหลายล้านเบ็ดในมหาสมุทร นอกจากนั้นยังมีจำนวนของสัตว์น้ำที่ยังโตไม่เต็มวัยติดมาด้วยเช่น ปลาทูน่า ปลาฉลาม ปลากระเบนและเต่าที่ติดมากับอวนขนาดใหญ่บริเวณโดยรอบเครื่องมือล่อปลาจำนวนหลายพันชิ้น (Fish Aggregating Devices หรือ FADs)

ในขณะนี้ ปริมาณปลาทูน่าตาโตในมหาสมุทรแปซิฟิกเหลืออยู่เพียงร้อยละ 16 ดังนั้น การจัดการทำประมงควรหยุดจับปลาชนิดนี้จนกว่าปริมาณปลาจะกลับมาดังเดิม สิ่งนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่? คำตอบคือ ไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากในความเป็นจริงจำนวนของเรือประมงทูน่าในเชิงพาณิชย์และเครื่องมือล่อปลา(FADs)ได้เพิ่มขึ้นในทุกๆปี บางคนได้ตั้งข้อสงสัยว่าการกระทำเช่นนี้จะนำไปสู่การทำลายตัวเองของอุตสาหกรรมจากการกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตนหรือไม่ หรือเป็นเพียงการตักตวงผลประโยชน์อย่างที่เคยๆทำกันมา โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม

เป็นที่น่าเสียดายเมื่อจำนวนปลาหมดลง การทำประมงขนาดเล็กก็จะถูกทำลายไปด้วยในขณะที่เจ้าของบริษัทเรือประมงขนาดใหญ่สามารถเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่นที่สร้างผลกำไรให้พวกเขาได้

สิ่งที่จะต้องคิดเกี่ยวกับวันประมงโลกคือ เราในฐานะผู้บริโภคอาหารทะเลสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาโดยการขวนขวายศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของการประมงและโดยการสอบถามแหล่งที่มาของอาหารทะเลที่เราเลือกซื้อ เราควรจะใช้อำนาจของเราที่จะเลือกสรรอาหารทะเลอย่างชาญฉลาด โดยไม่บริโภคสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เช่น ฉลาม ไม่เลือกทานสัตว์ทะเลที่ยังไม่โตเต็มวัย และสนับสนุนการบริโภคอาหารทะเลที่มาจากการจับอย่างยั่งยืนและไม่ใช้วิธีการทำประมงทำลายล้าง

เราสามารถสนับสนุนชาวประมงโดยการซื้อของในท้องถิ่นที่มาจากการทำประมงแบบรับผิดชอบและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หากเราอยากเห็นอนาคตการทำประมงที่ยั่งยืน เราควรสนับสนุนการจับปลาที่ยุติธรรม มีกฎข้อบังคับในการทำประมงที่สร้างความเท่าเทียมกันและมีความยั่งยืนสำหรับทุกคน