ในขณะที่เราเคี้ยวปลาย่างเนื้อนุ่มหอมละมุนลิ้น จะมีสักกี่คนที่ตั้งคำถามเกิดขึ้นในใจว่า ปลาที่อยู่ในปากของเรามาจากไหน ใช้เครื่องมือประมงอะไร เป็นปลาที่โตเต็มวัย มีขนาดที่เหมาะสมในการบริโภคหรือไม่ และใช้แรงงานประมงอย่างถูกกฎหมายหรือไม่

(c)จันทร์กลาง กันทอง/กรีนพีซ
(c)จันทร์กลาง กันทอง/กรีนพีซ

เนื่องในวันที่  2 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันสากลแห่งการเลิกทาสของสหประชาชาติ โดยข้อมูลจากสหประชาชาติพบว่า กว่า 2.1 ล้านคน ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ต้องตกอยู่ในวงจรการค้ามนุษย์ โดยในประเทศไทยพบว่าภาคส่วนที่มีการค้ามนุษย์อันดับต้นๆ คือ แรงงานประมงทะเล หลังจากข่าวเชิงวิเคราะห์ที่เสนอโดย การ์เดียน สื่ออังกฤษ ได้เปิดเผยถึงแรงงานทาสในประเทศไทย โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว ที่ต้องทำงานหนักเยี่ยงทาสบนเรือประมงในธุรกิจค้ากุ้ง ส่งผลให้ไทยถูกสหรัฐฯขึ้นบัญชีดำจากกรณีการเปิดโปงการประมงทะเลของไทย มีการใช้แรงงานทาส โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประกาศรายงานประจำปีเกี่ยวกับสถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons Report : TIPs Report)ใน 188 ประเทศทั่วโลก โดยเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2557 ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม Tier 3 หรือระดับต่ำสุดของประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายของสหรัฐฯ อันจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสินค้าไทยที่ส่งไปยังสหรัฐฯและทั่วโลก

รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี (TiP) ถือเป็นมาตรฐานในการวัดความพยายามในการปราบปรามภัยการค้ามนุษย์ในระดับนานาชาติ โดยรายงานนี้จะจัดลำดับประเทศต่างๆ ออกเป็นกลุ่มๆ ใน 3 ระดับที่วัดจากความตั้งใจ และความพยายามของรัฐบาลประเทศนั้นในการแก้ปัญหาแรงงานทาสและการค้ามนุษย์

โดยท่าทีของรัฐบาลต่อเรื่องนี้ยังคงมีท่าทีปฎิเสธต่อรายงานฉบับนี้ และกล่าวว่าการประเมินจากสหรัฐฯเป็นการประเมินเพียงฝ่ายเดียว แต่อย่างไรก็ตามกระทรวงแรงงานไทยจะมีการปรับปรุงกฎหมายแรงงานและจัดระบบการจ้างงานที่เป็นธรรมในภาคส่วนประมงและภาคส่วนอื่นๆ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมต่อไป

จากการสัมภาษณ์องค์กรที่ต่อสู่ด้านสิทธิแรงงานกว่า 10 ปี เช่น องค์กรส่งเสริมเครือข่ายแรงงาน (LPN: Labor Promotion Network) พบว่าแรงงานประมงร้อยละ 95 เปอร์เซ็นต์เป็นแรงงานต่างด้าว และ ประมาณร้อยละ 90 ถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการจ้างงาน เช่น ไม่มีการจ่ายค่าแรงงานตามค่าแรงขั้นต่ำ ไม่มีสวัสดิการขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพ โดยสาเหตุสำคัญมาจากการจ้างงานเถื่อนหรือการค้ามนุษย์ โดยต้นเหตุที่เอื้อให้เกิดการค้ามนุษย์คือจุดอ่อนทางกฎหมาย เช่น  ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีการทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงการตกลงระหว่างนายจ้างกับผู้ถูกจ้างเท่านั้น

(c)จันทร์กลาง กันทอง/กรีนพีซ
(c)จันทร์กลาง กันทอง/กรีนพีซ

กว่า 10 ปีที่ผ่านมามีการผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแรงงาน ข้อ ที่ 10 ว่าด้วยเรื่อง การจ้างงานโดยตกลงกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง แต่ไม่มีการระบุว่าค่าจ้างที่แรงงานจะได้รับเป็นเท่าไหร่ ทำให้เกิดช่องโหว่ในการจ่ายค่าแรง โดยอำนาจในการจ่ายจะตกอยู่กับนายจ้างเท่านั้น  ความหละหลวมมีที่มาเนื่องจากในอดีต ได้กำหนดกฎกติกาข้างต้น มาจากเหตุผลที่ว่าลักษณะการจ้างงานบนเรือประมงแตกต่างจากงานอื่นๆ บนฝั่ง เช่น ชั่วโมงการทำงานไม่แน่นอน ไม่สามารถกำหนดวันหยุดตายตัวได้

ช่องโหว่เหล่านี้ทำให้เกิดการผลักดันเพื่อแก้ไขกฎกระทรวงฉบับที่ 10 โดยคำว่า ‘ค่าจ้าง’ ให้เปลี่ยนนิยามเป็นค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ซึ่งองค์กรแรงงานระหว่างประเทศหรือไอแอลโอแสดงความเห็นว่า การนิยามคำว่าค่าจ้าง ควรกำหนดหมายถึงค่าจ้างตามค่าจ้างขั้นต่ำและค่าจ้างที่เป็นส่วนแบ่งตามมูลค่าของสัตว์น้ำที่จับได้ ส่วนรายละเอียดจำนวนค่าจ้าง ส่วนแบ่ง วิธีการคำนวณส่วนแบ่ง ควรมีการระบุไว้ในข้อตกลงการจ้างงานให้ชัดเจนด้วย แต่ปัจจุบันกฎหมายที่หละหลวมก็ยังไม่ถูกแก้ไข ส่งผลให้แรงงานบนเรือประมงยังไม่ได้ค่าจ้างที่เป็นธรรม ไม่ได้แม้แต่สิทธิการได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน

นายสมชาย(นามสมมติ) ชาวไทย ผู้รอดชีวิตจากการค้ามนุษย์ที่ถูกใช้แรงงานทาสบนเรือประมงนอกน่านน้ำนประเทศอินโดนีเซียกว่า 4 ปี เล่าว่า “ถูกหลอกจากสถานีรถไฟหัวลำโพงว่าจะมีงานดีเงินดีให้ทำ หลังจากนั้นก็ถูกขังและถูกส่งขึ้นเรือประมงที่ปัตตานี ในช่วงแรกทำงานบนเรือประมงในน่านน้ำไทยยังไม่ค่อยลำบาก แต่เมื่ออกนอกน่านน้ำไทยไปอยู่เรือนอกน่านน้ำที่อินโดฯ การทำงานบนเรือประมงมีความยากลำบาก ต้องทำงานหนักวันละ 20 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าแรงที่แน่นอน ไม่ได้แม้แรงงานขั้นต่ำ หากไม่สบายก็คงต้องทำงานและสุดท้ายหากป่วยจนรักษาไม่ได้ก็จะถูกปล่อยให้ตายและหากเป็นแรงงานต่างด้าวก็จะโยนลงทะเลแต่ถ้าเป็นแรงงานไทยจะนำศพกลับมาที่ฝั่งเพื่อทำพิธีทางศาสนา โดยเรือประมงที่เขาทำงานอยู่นั้นเป็นเรืออวนลาก จะมีการลากปลาวันละ 4 รอบ โดยส่วนใหญ่ปลาที่ได้จะมีขนาดเล็กและมีหลากหลายชนิดทั้งปลาที่คนกินได้และไม่ได้” เขากล่าวทิ้งท้ายว่า “ อยากให้ผู้ประกอบการมีจิตสำนึกมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเหลือปลาให้ลูกหลานในอนาคตและมีความเป็นรับผิดชอบต่อการจ้างแรงงานบนเรือบ้าง เพื่อความเป็นธรรมลูกจ้างอย่างเรา เราก็เป็นคนเหมือนกัน”

ปัญหาแรงงานทาสบนเรือประมงโดยส่วนใหญ่จะเกิดอยู่การทำประมงเชิงพาณิชย์ ทั้งในประเทศและการทำประมงนอกน่านน้ำและอยู่กองเรือที่มีการทำประมงแบบไร้ความรับผิดชอบโดยการใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง โดยนอกจากไร้ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมแล้วยังไร้ความรับผิดชอบต่อการใช้แรงงานประมงอีกด้วย

การผลิตอาหารทะเลเริ่มต้นจากการจับในทะเล ซึ่งห่างไกลต่อระบบการตรวจสอบ เปิดโอกาสให้มีการกระทำผิด จึงส่งผลให้การทำประมงแบบไร้ความรับผิดชอบต่อแรงงานมนุษย์ ต่อสิ่งแวดล้อมและต่อผู้บริโภคยังคงเกิดขึ้นและทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

เราทุกคนในฐานะผู้บริโภคสามารถช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ โดยเลือกสนับสนุนอาหารทะเลที่มาจากการทำประมงอย่างรับผิดชอบ เลิกบริโภคอาหารทะเลที่มีความเสี่ยงสูญพันธุ์สูงและเลิกรับประทานอาหารทะเลบางชนิดที่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เช่น ปลาฉลามและปลานกแก้ว ที่สำคัญที่สุดคือเลิกสนับสนุนผู้ผลิตอาหารทะเลที่ได้มาจากการประมงอย่างไร้ความรับผิดชอบและใช้แรงงานทาส เพื่ออนาคตอาหารทะเลยั่งยืนที่ผู้บริโภคทุกคนสามารถกำหนดได้ด้วยตนเอง

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

Trafficking in Persons Report: TIPs Report: http://www.state.gov/j/tip/rls/tiprpt/2014/?utm_source=NEW+RESOURCE:+Trafficking+in+Persons+R