หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์หัวกระทิชั้นเยี่ยมของมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดได้ระดมความคิดค้นคว้าวิจัยอยู่หลายปี ในที่สุดก็ได้ค้นพบแล้วว่า เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในการดูดซับก๊าซเรือนกระจก หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นกลับไม่ใช่สุดยอดเทคโนโลยีล้ำสมัยเกินยุคแต่อย่างไร แต่คือมิตรแท้ของเรา

ต้นไม้!

การวิจัยต่างๆ นั้นมีการทดลองหลากหลาย ตั้งแต่การเก็บมลพิษที่ปล่อยมาจากโรงงานและโรงไฟฟ้าเพื่อนำมาแยกคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ รวมถึงการใส่มะนาวลงไปในน้ำทะเลเพื่อเพิ่มการดูดซับก๊าซ แต่กลับไม่มีวิธีใดเลยที่ทำได้ดีกว่าการปลูกต้นไม้ หรือการอบเศษไม้เพื่อแปลงสภาพให้เป็นถ่านหินชีวภาพและใส่กลับลงไปในดิน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อื่นๆ แล้ว การปลูกป่านั้นเป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด มีความไม่แน่นอนต่ำสุด และเอื้อประโยชน์สูงสุดกับสิ่งแวดล้อม

กล่าวคือ นอกจากการปลูกต้นไม้แล้ว การหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่แรกเริ่มยังง่ายเสียกว่า

วิกฤตโลกร้อนกำลังรุนแรงขึ้นทุกปี และเป็นอีกครั้งที่ปี 2557 ที่ผ่านมานี้ได้รับการบันทึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่ปี 2423 จากการสำรวจโดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา และ องค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือโนอา (NOAA)  ที่มีภารกิจพยากรณ์สภาพอากาศของมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศของโลก โดยระบุว่าทั่วโลก รวมถึงอุณหภูมิผืนดิน และในมหาสมุทรนั้นมีค่าเฉลี่ยสูงขึ้น 1.24°F (0.69°C) ซึ่งค่าเฉลี่ยนี้สูงที่สุดช่วงศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา โดยที่ก่อนหน้านี้ปีที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ปี 2548 และปี 2553 อุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้นนี้เกิดขึ้นทุกทวีป ทุกประเทศ และทุกภูมิภาคบนโลก

“ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นตัวการของอุณภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี” กาวิน ชมิดท์ ผู้อำนวยการของ GISS แห่งนาซา กล่าว

ข้อเท็จจริงที่ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นทุกปีนั้น เราชาวไทยคงเข้าใจได้เป็นอย่างดีกับอากาศที่ร้อนขึ้นทุกปี โดยที่อาจไม่ต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิง แต่อีกสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงที่นักวิจัยและนักวิทยาศาตร์ต่างกล่าวเตือนไว้คือ อุณหภูมิยังคงจะเพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากสาเหตุหลักคือการเผาผลาญพลังงานฟอสซิล โดยรายงานของคณะกรรมการติดตาม ภูมิอากาศ กล่าวเตือนว่า หากรัฐบาลและทุกภาคส่วนยังขาดความร่วมมือกันในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศของโลกดังที่เป็นอยู่นี้ ในปี พ.ศ.2643 อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 4 องศาเซลเซียส ข้อมูลจากธนาคารโลกได้คาดการณ์ออกมาว่า 4 องศานี้ ไม่ใช่เป็นเพียงการเพิ่มขึ้นของตัวเลขอุณหภูมิ แต่หมายถึงสภาพภูมิอากาศของโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปและส่งผลกระทบกับระบบนิเวศ โดยรวมทั้งหมด

นอกจากช่วยกันปลูกต้นไม้ รักษาป่าไม้แล้ว อีกสิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันคือ ยุติการใช้พลังงานฟอลซิล และหันมาผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน เป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุดในการต่อกรกับวิกฤตโลกร้อน