ปี 2558 นี้ดูเหมือนจะเป็นปีที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับด้านพลังงานของโลก ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นของหลายประเทศ แต่ที่น่าสนใจคือการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ชื่อดังหลายแห่งต่างเรียงแถวหันมาลงทุนกับพลังงานหมุนเวียนอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น Apple, IKEA และ Google บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกกำลังเดินหน้าลดคาร์บอนอย่างเต็มที่ เห็นได้ชัดว่าอนาคตของพลังงานหมุนเวียนนั้นกำลังสดใสเป็นพิเศษ

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา นอกจากการที่ประเทศจีนเริ่มหันเหทิศทางสู่พลังงานหมุนเวียนเพื่อแก้ปัญหาหมอกควันพิษ ทิศทางลมของประเทศเดนมาร์กก็น่าสนใจกับการที่เดนมาร์กสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมได้มากถึงร้อยละ 39.1 จากความต้องการพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ ซึ่งอยู่ในเป้าหมายของการเป็น “สังคมปลอดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล” ภายในปี 2563 แม้แต่ประเทศที่มีปัญหาด้านพลังงานอย่างแอฟริกาก็เริ่มหันมาพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนกับหนึ่งในโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุด ณ ภูมิภาคตอนใต้ของทะเลทรายสะฮารา ประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็สดใสไม่แพ้กัน โดยที่มีการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 30 ซึ่งหมายถึงการสร้างงานมากขึ้นถึง 174,000 ตำแหน่งเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 36,000 ตำแหน่งภายในปี 2558 นี้ พลังงานหมุนเวียนสร้างโอกาสและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับภาคธุรกิจและภาครัฐ นี่เองคือสาเหตุสำคัญที่บริษัทชั้นนำของโลกกำลังเดินหน้าปฏิวัติสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง

Google ทุ่มสุดตัวเพื่อโครงการพลังงานหมุนเวียน

หลังจากที่ปี 2550 Google ได้ริเริ่มโครงการ Renewable Energy Cheaper than Coal (พลังงานหมุนเวียนถูกกว่าถ่านหิน) เพื่อพยายามลดต้นทุนของพลังงานหมุนเวียน แม้ว่า Google จะไม่ได้ดำเนินโครงการนี้ต่อ แต่ยังคงสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่เพื่อผลิตไฟฟ้าและสร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน โครงการเหล่านี้มีทั้งพลังงานจากลมและแสงอาทิตย์ ที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าให้กับครัวเรือนในเมืองต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา รวมถึงโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาใต้ตามโครงการ REIPPPP ของรัฐ 

ล่าสุดนี้ Google ได้ทำสัญญาร่วมกันบริษัท SolarCity กับการลงทุน 300 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนโซลาร์เซลล์สำหรับผลิตไฟฟ้าให้กับอย่างน้อย 25,000 หลังคาเรือน การลงทุนในครั้งนี้จะเป็นการเร่งการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับ 15 รัฐ ของอเมริกาภายในเวลา 12 เดือน ถือเป็นการลงทุนโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดของ Google

“หวังว่าการลงทุนของ Google ในครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทอื่นหันมาลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนเช่นกัน” ลินดอน รีฟ ประธานบริหารของบริษัท Solar City กล่าว

ฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ของ Google ที่ ทะเลทรายโมฮาวี ทางใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียติดกับเนอวานา ขอบคุณรูปจาก reuters.com

นอกจากนี้ Google มีแผนที่จะใช้ไฟฟ้าจากพลังงานลมทั้งหมดสำหรับสำนักงานใหญ่ภายในปี 2559  ขณะนี้โครงการทั้งหมดของ Google ผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 2.5 กิกะวัตต์ต่อปี จากการลงทุนไปทั้งสิ้นกว่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต้องปรบมือชื่นชมให้กับความยอดเยี่ยมและทุ่มเทของ Google จริงๆ อ่านโครงการทั้งหมดของ Google ได้ที่นี่ 

Apple พลังเทคโนโลยีสีเขียวเพื่ออนาคต

ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครยอมใคร แม้กระทั่งในเรื่องของการก้าวกระโดดเข้าสู่โครงการพลังงานหมุนเวียนระดับยักษ์ บริษัท Apple ล่าสุดได้ลงทุนไปกับโครงการพลังงานหมุนเวียนมูลค่า 848 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซื้อโครงการของ California Flats Solar Projects ซึ่งปัจจุบันมีกำลังผลิตไฟฟ้า 130 เมกะวัตต์ แต่เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะสามารถผลิดไฟฟ้าได้มากถึง 280 เมกะวัตต์ ซึ่งมากพอที่จะจ่ายไฟให้กับ 1 แสนครัวเรือน ด้วยโซลาร์เซลล์บนพื้นที่กว่า 2,900 เอเคอร์

ทิม คุก ซีอีโอของ Apple กล่าวไว้ว่า “เราทุกคนที่ Apple รู้ว่าวิกฤตโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นจริง หมดเวลาพูดแล้วและถึงเวลาลงมือทำ ขณะนี้ศูนย์ข้อมูลของเราทั้งหมดได้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแล้ว” 

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ Apple ได้กล่าวว่า ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในรัฐอริโซนา จะใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด ซึ่ง Apple ได้ลงทุนกับฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์นี้ไป 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ สามารถผลิตพลังงานได้ 70 เมกะวัตต์ เพียงพอกับการจ่ายไฟฟ้าให้กับ14,500 ครัวเรือนในรัฐอริโซนา

ภาพจาก usnews.com

“การพูดว่าจะเป็นบริษัทที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ความมุ่งมั่นและลงมือทำอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องที่ Apple ทำได้อย่างโดดเด่นในช่วงสองปีที่ผ่านมา ถึงแม้จะยังต้องทำอีกมากเพื่อลดรอยเท้าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่บริษัทสร้าง แต่การเดินหน้าสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มที่นี้ถือเป็นการต่อกรกับวิกฤตโลกร้อนที่ต้องการการลงมืออย่างเร่งด่วนได้เป็นอย่างดี” แกรี คุก ผู้วิเคราะห์นโยบายเทคโนโลยีอาวุโสของกรีนพีซสากล กล่าว 

Ikea เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุกคน

“ความยั่งยืนคือปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของกลยุทธ์ทางธุรกิจของเรา เรามองเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาธุรกิจ” Peter Agnefjäll ประธานและซีอีโอของบริษัท Ikea กล่าว “นี่เป็นเหตุผลที่เรามุ่งมั่นสู่เป้าหมายความยั่งยืน 100% ไม่ว่าจะเป็นไฟ LED วัตถุดิบการผลิต รวมถึงพลังงานหมุนเวียน เรามุ่งหมายที่จะพัฒนา Ikea โดยที่สร้างผลกระทบทางบวกให้กับผู้คนและโลกของเรา”

ภาพจาก www.energy-today.biz

บริษัทเฟอร์นิเจอร์น่ารักๆ สัญชาติสวีเดนอย่าง Ikea เองก็วางเป้าหมายลงทุนมูลค่า 1.72 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ กับโครงการพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2558 ตามเจตนารมย์มุ่งสู่ความยั่งยืน และลดคาร์บอนของบริษัท โดยที่มุ่งจะผลิตพลังงานหมุนเวียนให้ได้สัดส่วนมากกว่าพลังงานที่ใช้ทั้งหมดภายในปี 2563  จวบจนปี 2557 Ikea ได้ติดตั้งกังหันลมไปทั้งหมด 224 เครื่อง และโซลาร์เซลล์ 700,000 แผง ทำให้ร้าน Ikea ที่สหรัฐอเมริกานั้นใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากถึงร้อยละ 90 จากจำนวนร้านทั้งหมดในในปัจจุบัน

แม้แต่บริษัทรถยนต์ของอเมริกา GM Motors ก็ยังหันมามุ่งมั่นสร้างฟาร์มกังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้าให้กับโรงงานการผลิตของตน การปรับทิศทางมาใช้พลังงานหมุนเวียนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกธุรกิจจนกระทั่งกลายเป็นเทรนด์การแข่งกันการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนไปเสียแล้ว การหันมาลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนเช่นนี้จะเป็นการทำให้ธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียนขยายตัว สามารถต่อกรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเวลาที่พลังงานฟอสซิลยังคงมีราคาลงทุนที่น่าดึงดูดกว่าพลังงานหมุนเวียน การแข่งขันเช่นนี้ ไม่ว่าใครแพ้หรือชนะ แต่หากเราสามารถเอาชนะการเสพติดพลังงานฟอลซิลได้ ผลดีก็คืออนาคตสีเขียวของพวกเราทุกคน