"ถ่านหินสร้างตรงไหนของฝั่งอันดามันก็กระทบถึงกันไม่ช้าก็เร็ว เก็บแผ่นดินไว้ให้พวกเราบ้าง เพราะทรัพยากรทุกอย่างมีค่า ต่อให้ฉันแก่เดินไม่รอดก็จะมานั่งหาหอยที่ปากบาราแห่งนี้" -- ม๊ะพอง เครือข่ายชุมชนรักอ่าวปากบารา

นึกภาพไม่ออกเลยว่า หาดทรายสีขาว น้ำทะเลสีครามใส และอาหารทะเลที่แสนอร่อย ของอันดามันจะเป็นอย่างไร หากเกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้น 9 แห่ง ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด พ.ศ.2558-2579 (PDP2015)  ซึ่งในจำนวนนั้นมีหลายโครงการที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่อันดามัน

ผ่านมาแล้ว 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมาทีมแบ็คแพ็คปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ได้ออกเดินทางไปตามจังหวัดต่างๆ ของพื้นที่อันดามัน แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นการเดินทางที่ชาวอันดามันและนักเดินทางร่วมกันแบกเป้และแบกใจไปหยุดยั้งการคุกคามจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อปกป้องแหล่งท่องเที่ยวและทรัพยากรอันมีค่ายิ่งทางภาคใต้ของไทยที่ตกเป็นเป้าหมายของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ 9 โรง ซึ่งในจำนวนนี้มีหลายโครงการที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่อันดามัน

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดพื้นที่อันดามัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดกระบี่ ได้กลายเป็นข้อกังวลถึงวิกฤตและหายนะทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ค้านกับความคิดเห็นของประชาชน ชุมชน และนักท่องเที่ยว เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินจึงออกมาเรียกร้องขอให้รัฐบาลมีคำสั้งยกเลิกแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่อันดามัน และชักชวนให้นักท่องเที่ยวมาร่วมกิจกรรมแบ็คแพ็ค จากจังหวัดสตูล ตรัง กระบี่ พังงา และภูเก็ต เพื่อเป็นการแสดงพลังปกป้องสรวงสวรรค์แห่งการท่องเที่ยวทางทะเลของโลก รวมถึงบอกเล่าให้คนไทยและชาวอันดามันได้รับรู้เรื่องราวของภัยร้ายจากถ่านหิน และหันมาผลักดันให้รัฐสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนเป็นทางออกของความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนของไทย

 

การรวมตัวของกลุ่มคนรักกระบี่และอันดามันกำลังเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การที่พี่น้องกลุ่มคนรักอันดามันกว่า 50 คน ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียกร้องขอให้ยุติการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ โดยมีนายสุขสวัสดิ์ สุวรรณวงศ์ หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชนทำเนียบรัฐบาล เป็นตัวแทนรับหนังสือ เมื่อ18 ..ที่ผ่านมา จนกระทั่งเมื่อ 25 .. เกิดขบวนรณรงค์ของนักท่องเที่ยว ชาวกระบี่ และแบ็คแพ็คเกอร์ จำนวนกว่า 100 คน ออกมาร่วมกันเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ด้วยการเคลื่อนขบวนไปรอบเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของประชาชน นักท่องเที่ยว และภาคธุรกิจในเกาะลันตา ว่าจะไม่ยอมให้รัฐบาลสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ 

จากกระบี่สู่ห้าจังหวัดแห่งอันดามัน จากเสียงของประชาชนสู่ภาครัฐ

การแบกเป้แบ็คแพ็คปกป้องอันดามันจากถ่านหินนี้ เป็นการการเดินทางเพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเพื่อพาประเทศเดินทางให้พ้นจากยุคถ่านหิน ก้าวสู่ยุคพลังงานหมุนเวียน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ทำร้ายแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามอย่างทะเลอันดามัน การเดินทางเพื่อปกป้องอันดามันได้เริ่มต้นขึ้นจากจังหวัดกระบี่กับการที่คนกลุ่มหนึ่งในนามเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินไม่เชื่อในวาทกรรม “ถ่านหินสะอาด” และก้าวเดินแบกเป้ไปตามห้าจังหวัดชายฝั่งอันดามัน เพื่อชักชวนให้คนทั้งอันดามันตระหนักถึงการมาของหายนะที่จะทำลายบ้านของพวกเขา และบอกเล่าเรื่องราวผ่านการท่องเที่ยว ให้แก่ผู้ร่วมทางและผู้คนที่พบเจอ ความสวยงามของชายฝั่งทะเลอันดามันคือความภาคภูมิใจของชาวใต้และชาวไทย แต่การมาของโรง จะทำให้แหล่งท่องเที่ยวต้องปนเปื้อนด้วยมลพิษจากถ่านหิน ชาวแบ็คแพ็คจากกระบี่ได้เข้าร่วมกับเครือข่ายที่อำเภอปกาสัย คลองรั้ว และลันตา มุ่งหน้าสู่สตูล ซึ่งเป็นเมืองของชาวเครือข่ายปากบารา ที่กำลังถูกอุตสาหกรรมขนาดใหญ่คุกคามเช่นกัน จากนั้นในวันรุ่งขึ้นได้ออกเดินทางต่อไปยังจังหวัดตรัง พบกับเครือข่ายเขตเลเสบ้าน เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ วัยอ่อนสี่หมู่บ้าน เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง ร่วมวงชาวประมงพื้นบ้านพูดคุกันเรื่องทะเล และทีมนักเดินทางก็พูดคุยเรื่องถ่านหิน เล็งเห็นร่วมกันชัดเจนแล้วว่า ถ่านหินมากระทบทะเลอันดามัน

จากตรัง คณะแบ็คแพ็คได้กลับมาที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เช้าวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมาดำเนินไปด้วยบรรยากาศคึกคัก เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นต้องการปกป้องความสวยงามของพี่น้องเกาะลันตาทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยว พร้อมใจกันขับเคลื่อนปกป้องอันดามัน เป็นการรวมตัวของคนกว่า 100 คน ประกอบด้วยคณะแบ็คแพ็ค นักขับบิ๊กไบค์ มอเตอร์ไซค์กว่า นักปั่นจักรยาน กว่า 50 คัน สามล้อพ่วงกว่า 20 คัน และรถยนต์กว่า 20คัน ร่วมกันเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินไปรอบๆ เกาะลันตา เป็นการแสดงพลังครั้งใหญ่จากกลุ่มคนหลากหลายที่ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ การปกป้องกระบี่และอันดามันจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะอันดามันคือแหล่งท่องเที่ยวอันล้ำค่าของไทยที่ไม่มีใครอยากสูญเสียไป เพียงเพื่อแลกกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งที่ภาคใต้มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มร้อย 

ฐานอาชีพของคนอันดามันคือการท่องเที่ยวและการเกษตรเป็นหลัก ซึ่งทั้งสองอาชีพล้วนเกี่ยวเนื่องกับการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี หากเราพิจารณาตัวเลขด้านการท่องเที่ยว จากสำนักงานสถิติจังหวัด ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง   จะพบว่าในปี พ.ศ. 2555 เศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันขึ้นอยู่กับภาคการท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรมโดยมีขนาดเศรษฐกิจ 3.31 แสนล้านบาท โดยมีรายได้จากการท่องเที่ยว 2.95 แสนล้านบาท  สาขาเกษตร 1.11 แสนล้านบาท และการท่องเที่ยวของอันดามันส่วนใหญ่คือการท่องเที่ยวทะเลและชายหาด ซึ่งต้องอาศัยความสวยงามของธรรมชาติเป็นหลัก หากพื้นที่การท่องเที่ยวปกคลุมด้วยควันถ่านหินและมลพิษทางน้ำ  การท่องเที่ยวก็จะเกิดหายนะ รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งอาหาร ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ความทุกข์ยากของคนอันดามัน” เครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเกาะลันตากล่าวในแถลงการณ์ 

การเดินทางของคณะแบ็คแพ็คยังไม่สิ้นสุดเท่านี้ และยังคงก้าวเดินรณรงค์ต่อไปจนกว่าประเทศไทยจะก้าวพ้นจากยุคถ่านหิน นอกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจะส่งผลกระทบต่อความสวยงามของสรวงสวรรค์แห่งท้องทะเลแห่งนี้ ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยกว่า 3 แสนล้านแล้ว ยังมีผลกระทบต่อด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากมลพิษของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งท้ายที่สุดหากประเทศไทยสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตามแผน PDP2015 เราจะมีไฟฟ้าสำรองล้นเกินการใช้งาน สูงเกินความจำเป็นถึงร้อยละ 40 และทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นจากการสำรองไฟเกินโดยไม่จำเป็น พร้อมกับการสูญเสียแหล่งท่องเที่ยวอันมีค่าของประเทศไป ภาครัฐควรคำนึงถึงผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ถอดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดออกจากแผน PDP2015 และหันมาพัฒนาพลังงานหมุนเวียนซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน และไม่เป็นภัยต่อแหล่งท่องเที่ยวที่แสนล้ำค่าของโลกอย่างอันดามัน

แบกเป้แวะมาเข้าร่วมทริปปกป้องอันดามันกับเรา (สามารถเข้าร่วมระหว่างทาง และออกจากทริปได้ตามเวลาที่คุณสะดวก สอบถามรายละเอียดการเดินทางเพิ่มเติม ได้ที่ คุณกิ๊ก 084-065-1169)  อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่