Seven Billion Dreams. One Planet. Consume with Care คือคำขวัญของวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี 2015 ที่สะท้อนถึงความสำคัญของผู้บริโภคต่อการปกป้องโลกของเรา เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการบริโภคในช่วงเวลาไม่กี่ทศวรรศที่ผ่านมาได้สร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสภาพแวดล้อมทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือระบบอาหาร/ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ทรัพยากรในปริมาณมหาศาล เช่น น้ำ ที่ดิน และพลังงาน อย่างไม่ยั่งยืน

ระบบอาหารในปัจจุบันได้ตัดขาดผู้ผลิตและผู้บริโภคออกจากกันโดยสิ้นเชิง ผู้บริโภคเลือกซื้อผลผลิตจากความสะดวกสบาย ราคา และรูปลักษณ์ภายนอกของผลผลิต โดยอาจไม่ทราบถึงเรื่องราวภายใต้ความสวย ความสะดวก หรือราคาที่พวกเขาจ่ายไป ในขณะเดียวกันผู้ผลิตก็มีหน้าเพียงก้มหน้าก้มตาใส่ปุ๋ยพ่นยาเพื่อให้ผลผลิตออกมาตรงกับความต้องการของผู้รับซื้อรายใหญ่ กล่าวคือเกษตรกรจะต้องทำให้ผลผลิตออกมาใหญ่ที่สุด สวยที่สุด เพียงหวังว่าจะได้ราคาที่สูงขึ้นจากคนรับซื้อ ซึ่งค่าตอบแทนอันเล็กน้อยที่พวกเขาเคยได้รับนั้นมันเทียบไม่ได้กับสิ่งที่พวกเขาและเราทุกคนจะต้องสูญเสียไป ระบบอาหาร/การเกษตรในรูปแบบนี้คือหายนะต่อสิ่งแวดล้อมและต่อความเป็นธรรมในสังคม

ในปี 2550 สารเคมีกำจัดวัชพืชและแมลงที่ใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรทั่วโลกมีปริมาณมากถึง 269 ตันต่อชั่วโมง ซึ่งเทียบได้กับรถขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ที่บรรทุกเต็มอัตราถึง 9 คันต่อชั่วโมง การใช้สารพิษอย่างต่อเนื่องทำให้แมลงที่จำเป็นต่อการผสมเกสร เช่น ผึ้งเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ความหลากหลายทางชีวภาพถูกทำลายเพียงเพื่อการปลูกพืชเชิงเดี่ยวตามความต้องการของตลาด พื้นที่การเพาะปลูกถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับการทำงานของเครื่องจักร เช่น การหว่านเมล็ด การพ่นยา และการเก็บเกี่ยวมากกว่าความเกื้อกูลทางระบบนิเวศ การปลูกเชิงเดี่ยวทำให้พืชไม่สามารถต้านทานต่อโรค แมลง และการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้นทุกปี ในขณะที่ผู้บริโภคก็มีตัวเลือกในการรับประทานน้อยลง กลไกธรรมชาติในการควบคุมแมลงศัตรูพืชถูกทำให้เสียสมดุลทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาสารเคมีมากขึ้น พื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำลำธารกลายมาเป็นพื้นที่ปลูกพืชเพื่อใช้ผลิตอาหารสัตว์และพืชพลังงาน  วลี “คนกินป่า” เกิดขึ้นเพื่อเสียดสีรูปแบบของการเกษตรในปัจจุบันที่มีการบุกรุกพื้นป่าเพื่อทำเกษตรเชิงเดี่ยว ดินและแหล่งน้ำถูกปนเปื้อนด้วนสารพิษตกค้าง เกษตรกรเจ็บป่วยจากการสัมผัสกับสารเคมี ส่วนผู้บริโภคก็รับประทานอาหารที่เต็มไปด้วยสารพิษตกค้าง

นอกจากสารกำจัดวัชพืชและแมลงแล้ว ปัจจัยการผลิตอื่น เช่น ปุ๋ยเคมี จะต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพงและเป็นต้นทุนหลักในการทำเกษตรแบบอุตสาหกรรม ราคาสารเคมีมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ราคาผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

ราคาผลผลิตถูกกำหนดขึ้นโดยผู้รับซื้อรายใหญ่ ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ในขณะที่ราคาขายปลีกสูงกว่าราคารับซื้อป็นอย่างมากมาก อีกทั้งในบางผลผลิตราคารับซื้อจะถูกกำหนดแบบวันต่อวัน เกษตรกรจำเป็นต้องขายเนื่องจากผลผลิตมีอายุที่จำกัด อีกทั้งหากเกษตรกรไม่สามารถส่งผลผลิตให้กับผู้รับซื้อได้อย่างต่อเนื่องพวกเขาก็จะถูกปฏิเสธการรับซื้อในอนาคต  ด้วยกลไกการค้าที่เอื้อประโยชน์ต่อพ่อค้าคนกลางและร้านค้าปลีกขนาดใหญ่เกษตรกรเจ้าของผลผลิตจึงมีฐานะยากจนแม้ว่าจะมีผลผลิตออกมาในปริมาณมาก

หากเรายังปล่อยให้การเกษตรดำเนินไปในทิศทางที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอีกไม่นานหายนะทางสิ่งแวดล้อมและหายนะของระบบเกษตรแบบอุตสาหกรรมก็คงจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนแปลงระบบอาหารของเรา เราจะต้องเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้บริโภคเข้าด้วยกัน เกษตรกรควรดำเนินการผลิตโดยคำนึงถึงผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ในขณะที่ผู้บริโภคก็จะต้องสนันสนุนเกษตรที่ดำเนินกิจกรรมอย่างมีความรับผิดชอบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม คนควรจะเป็นศูนย์กลางของระบบอาหารแทนที่จะเป็นเครื่องจักรกลหรือบริษัทอาหาร/เมล็ดพันธุ์ขนาดยักษ์

Greenpeace จึงผลักดันเกษตรกรรมเชิงนิเวศในฐานะระบบอาหารที่มีคนเป็นหัวใจสำคัญเพื่อเป็นทางออกให้กับปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ 

7 หลักการของเกษตรกรรมเชิงนิเวศ

  1. อธิปไตยทางอาหาร (Food sovereignty) เกษตรกรรมเชิงนิเวศสนับสนุนโลกที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคควบคุมห่วงโซ่อาหารแทนบริษัทขนาดใหญ่ อธิปไตยทางอาหารเป็นเรื่องของกระบวนการผลิตและตัวผู้ผลิต ในปัจจุบันบริษัทขนาดยักษ์จำนวนเพียงหยิบมือได้ควบคุมระบบอาหารของพวกเรา อธิปไตยทางอาหารเป็นทางออกให้กับปัญหานี้ด้วยการคืนอำนาจใหกับเกษตรกร ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภค นี่เป็นสิ่งที่จะช่วยยืนยันว่าเกษตรกร ชุมชน และผู้คนมีสิทธิที่จะกำหรดระบบอาหารของตัวเอง

  2. การให้ประโยชน์กับเกษตรกรและชุมชนในชนบท (Benefitting farmers and rural communities) เกษตรกรรมเชิงนิเวศสนับสนุนการพัฒนาชุมชนในชนบทและต่อสู้กับความยากจนและความอดอยากด้วยการส่งเสริมความเป็นอยู่ในชุมชนมีความปลอดภัย มีสุขภาพดี และมีฐานะทางเศษฐกิจที่ดี

  3. การเพาะปลูกและผลผลิตที่ดีขึ้น (Smarter food production and yields) เพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาหารทั่วโลกและพัฒนาความเป็นอยู่ในภูมิภาคที่ยากจนเราจะต้องลดการใช้ผลผลิตอย่างไม่ยั่งยืนในปัจจุบัน และเราจะต้องลดการทิ้งอาหาร ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ และทำให้พื้นที่ปลูกพืชพลังงานลดน้อยลง เราจะต้องทำให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นได้ในที่ที่มีความต้องการด้วยวิธีเชิงนิเวศ

  4. ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) เกษตรกรรมเชิงนิเวศเป็นเรื่องของความหลากหลายทางธรรมชาติ ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์จนถึงจาน และตลอดทั่วทั้งพื้นที่เพาะปลูก นี่เป็นเรื่องการชื่นชมกับรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ และวัฒนธรรมของอาหารที่เราบริโภค การพัฒนาอาหาร และสุขภาพ

  5. คุณภาพของดินที่ยั่งยืนและน้ำที่สะอาดขึ้น (Sustainable soil health and cleaner water) เป็นไปได้ที่เราจะเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยไม่ใช้สารเคมี เกษตรกรรมเชิงนิเวศยังปกป้องดินจากการกัดเซาะ มลพิษ และความเป็นกรด การเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดินตามที่จำเป็นจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเก็บน้ำ และป้องกันการเสื่อมสภาพของดิน

  6. การจัดการศัตรูพืชด้วยกลไกทางนิเวศ (Ecological pest management) เกษตรกรรมเชิงนิเวศช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมศัตรูพืชและวัชพืชโดยไม่ต้องใช้สารเคมีราคาแพงที่สามารถทำลายดิน น้ำ และระบบนิเวศของเรา รวมถึงสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค

  7. ระบบอาหารที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Resilient food system) เกษตรกรรมเชิงนิเวศช่วยให้พืชสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับการเกษตรกรรมของเรา อีกทั้งยังช่วยให้ระบบอาหารของเราสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง

ทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคหรือเกษตรกรคือกุญแจสำคัญสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ในฝั่งผู้บริโภคการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินกิจกรรมด้วยรับผิดชอบ ส่งเสริมผู้ประกอบการในท้องถิ่น การสนับสนุนของท่านไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องทรัพยากรธรรมชาติแต่ยังช่วยผดุงความเป็นธรรมในสังคมของเรา ส่วนในฝั่งผู้ผลิตก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากการดำเนินกิจกรรมอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม   

ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะมาแสดงพลังและให้คำมั่นว่าจะลงมือเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์เพื่อปกป้องโลกอันบอบบางที่เรามีอยู่เพียงใบเดียว ดั่งคำขวัญของวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี 2015 ว่า Seven Billion Dreams. One Planet. Consume with Care

มาร่วมแสดงความมุ่งมั่นของท่านได้ที่ www.iknowwhogrewit.org

อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่