“หากเราทุกคนจ้องแต่จะจับปลาให้ได้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา เราจะมีรายได้จากการทำลายล้างเพียงไม่นาน  แต่สิ่งที่จะตามมาคือการทำลายตัวเราเอง ทั้งวิถีชุมชน และทะเลที่เราพึ่งพาอาศัย เราเอาจากทะเลมามาก เราควรทำอะไรคืนให้กับทะเลบ้าง หากเน้นแต่ทำลาย รับรองว่าในอนาคตไม่มีปลาให้เราจับอย่างแน่นอน” -- จิรศักดิ์ มีฤทธิ์ ชาวประมงพื้นบ้านชุมชนคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

“ปล่อยหนึ่งจักเกิดแสน” นี่คือแนวคิดหลักสู่การประมงอย่างยั่งยืนของพี่น้องชาวประมงชุมชนคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กับการอนุรักษ์ฟื้นฟูด้วยธนาคารปู และการสร้างบ้านปลา ตั้งกฎกติกาชุมชน เพื่อให้ทะเลอันเป็นแหล่งวิถีชีวิตและบ้านของพวกเขายังคงความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งการทำประมงที่มีความรับผิดชอบและเป็นมิตรต่อท้องทะเลนี่เอง คือทางออกของการปกป้องทรัพยากรทางทะเลของไทยไว้อย่างยั่งยืน

ผู้ที่ปลูกฝังกติกาชุมชนในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเล ชุมชนคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยทำประมงด้วยอวนตาถี่ จับปลาเล็กปลาน้อยจนกระทั่งอ่าวของตนไม่มีปลา แต่ในที่สุดก็เรียนรู้จากข้อผิดพลาด หันมาฟื้นฟูทะเลบ้านของตนเองให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการทำประมงที่เป็นมิตรต่อท้องทะเล พี่จิรศักดิ์ มีฤทธิ์ คือหนึ่งในชาวประมงพื้นบ้านจากชุมชนคั่นกระได ผู้ออกเรือมาตลอด 30 ปี รักในอาชีพประมง ประกอบอาชีพด้วยความรับผิดชอบ การออกทะเลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ความผูกพันกับครอบครัว ตั้งแต่วัยเด็กพ่อของพี่จิรศักดิ์จะรอให้พี่จิรศักดิ์ไปช่วยสาวอวน ผูกอวน หลังเวลาเลิกเรียน โดยเป็นการทำประมงตามวิถีชาวบ้าน ไม่มีเครื่องทุ่นแรง

จนกระทั่งในปี 2549 การทำประมงแบบทำลายล้างได้เข้ามาสู่ชุมชนคั่นกระได และได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ของชาวประมงในชุมชนไปโดยพวกเขาเริ่มหันมาใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้างด้วยอวนที่มีขนาดเล็กลง และไม่ใช่เพียงแค่เรือของพี่จิรศักดิ์เท่านั้น แต่เรือ 60-70 ลำในชุมชนก็ต่างใช้เครื่องมือประมงที่ทำลายล้างเช่นเดียวกัน

“ในช่วงแรกก็สามารถจับได้จำนวนมาก เริ่มจากจับปลาใหญ่ พอปลาใหญ่หมดก็จับปลาเล็ก เพื่อที่จะหวังให้ได้ปลามาก แต่สุดท้ายเราก็เรียนรู้ว่าปลามากจริง แต่เพียงเดือนเดียว แต่เราต้องอดอีกเป็นปี กว่าปลาจะโต และขยายพันธุ์ได้ เมื่อเป็นวิธีที่ไม่ยั่งยืน ปลาจึงค่อยๆ หายไป และใช้เวลายาวนานกว่าจำนวนปลาจะกลับมาเหมือนเดิม ทางเลือกของเราคือ เราจะทำอย่างนี้ต่อไป ด้วยการใช้อวนตาถี่ หรือเราจะลองเลิก ท้ายที่สุดเราเลิก และปลาก็กลับมา เมื่อเราทบทวนดูเราก็รู้ว่าอวนตาถี่ที่เราเอามาใช้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ทรัพยากรเราหมด” พี่จิรศักดิ์ เล่า

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ชาวประมงแห่งชุมชนคั่นกระไดมารวมตัวกันเพื่อหยุดวิกฤตปัญหาการทำประมงเกินขนาด

 

การประมงพาณิชย์ ไม่ยั่งยืน และทำลายทรัพยากรของเราอย่างไร?

วิถีการทำประมงพื้นบ้านนั้นจะมีช่วงเวลาหาปลาเฉพาะช่วง ชาวประมงจะออกเรือไปปล่อยอวนแล้วเข้าฝั่ง  ใช้เครื่องมือที่เฉพาะเจาะจงกับชนิดของสัตว์น้ำ เช่น อวนจมสำหรับปลาทู ใช้ไดหมึกสำหรับจับหมึก แล้วปล่อยอยู่กับที่ เพื่อให้น้ำพาไปหาปลา หรือปลามาชนอวนเอง  พี่จิรศักดิ์ เล่าเสริมว่า หลังจากการอนุรักษ์และฟื้นฟูควบคู่ไปกับการทำประมงอย่างยั่งยืนแล้ว การที่มีคนต่างถิ่นมาทำประมงในบ้านเราทำให้เราเห็นว่าปลาบ้านเรามีเยอะ ทุกวันนี้เรามีปลาจับตลอดทั้งปี อาจจะเป็นกุ้ง ปลา ปลาหมึก ต่างกันออกไป

“ประมงพาณิชย์ต่างจากประมงพื้นบ้านตรงที่ใช้เครื่องยนต์ ใช้อวนตาถี่ จับไม่เลือกชนิด ไม่เลือกเวลา และจับมากเกินขนาด ถ้าเข้าอวนก็จะจับทั้งหมด ไม่เลือก เมื่อออกไปจับปลาด้วยเรืออวนลากจะใช้เวลา 4-5 วัน กว่าจะเข้าฝั่งที ในอวนที่ลากมาจะมีสัตว์น้ำขนาดเล็กติดมาด้วยเนื่องจากเป็นอวนตาถี่   ซึ่งถ้ามีโอกาสได้โตจะขยายพันธุ์เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เยอะ”

การสูญเสียลูกปลาเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลเช่นนี้ เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของผลกระทบจากการประมงแบบทำลายล้างเท่านั้น

ประมงพื้นบ้าน กับกติกาชุมชน เพื่อความยั่งยืนของท้องทะเล

หัวใจหลักของการประมงแบบอนุรักษ์ฟื้นฟูของพี่น้องชาวชุมชนคั่นกระได คือ การกำหนดกติกาชุมชน ซึ่งทางชุมชนคั่นกระไดนั้น ได้ร่วมกันยึดถือกติกาชุมชนไว้อย่างเข้มแข็งเพื่อรักษาทะเลไว้ให้ทรัพยากรมีเยอะ และมีเพียงพอให้เราได้ใช้ได้อาศัย เหมือนกับสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา

1.)  ไม่ใช้อวนตาถี่ โดยจะใช้อวนตา 2.9 เซนติเมตร ขึ้นไป ใช้แหจับหมึกขนาด 3 เซนติเมตร อวนจับปูขนาด 4 นิ้ว ซึ่งจะเป็นการใช้เครื่องมือเฉพาะที่ได้ขนาด และจับเฉพาะสัตว์เป้าหมายเท่านั้น

2.) การสร้างบ้านปลาในชุมชนทำมาเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูให้ปลาได้ขยายพันธุ์ ไม่ใช่เพื่อการล้อมจับปลาเรือที่มาหากินในชุมชนคั่นกระไดต้องเคารพกติกา 

เมื่อทางชุมชนยึดถือปฏิบัติตามกติกานี้ ปลาก็กลับมาอุดมสมบูรณ์ แม้จะมีวิกฤตมาก 

ทุกวันนี้ที่บ้านคั่นกระไดจะมีปลาให้จับตลอดทั้งปี อาจจะเป็นกุ้ง ปลา ปลาหมึก ต่างกันออกไปตามกระแสน้ำและฤดูกาล สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากมีการทำประมงแบบทำลายล้าง และการประมงพื้นบ้านนี่เอง คือทางออกที่ยั่งยืนของทะเลไทย ซึ่งคนรักอาหารทะเลทุกคนสามารถช่วยชาวประมงฟื้นฟูทะเลได้ด้วยการไม่สนับนสนุนอาหารทะเลที่มาจากการประมงแบบทำลายล้าง เช่น ลูกปลา ปูไข่นอกกระดอง และปลาใกล้สูญพันธุ์ เป็นต้น ซึ่งปลาเล็กปลาน้อยเหล่านี้จะเติบโตขยายพันธุ์ต่อไป เป็นสิ่งง่ายๆ ที่เราทุกคนทำได้เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลและอาหารของเรา


บทสัมภาษณ์: สมฤดี ปานะศุทธะ  ผู้ประสานงานสื่อมวลชน