คงไม่มีใครปฏิเสธประโยชน์จากเชื้อเพลิงชีวภาพ แต่เราจะได้คุ้มเสียหรือไม่หรือหากจะเปลี่ยนให้บ้านเราหันมาปลูกพืชพลังงาน และพืชเพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรมแทนพืชอาหาร

ในวันที่ 7 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา บริษัทมอนซานโต้และสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (US-ASEAN Business Council: USABC) ได้เข้าพบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า มีความสนใจที่จะเข้าลงทุนในไทยและผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “Seed hub” (Thai government, 2558)  น่าสนที่ภายหลังจากนั้นไม่นาน ในวันที่ 26 สิงหาคม 2558 นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตเลียมแห่งประเทศไทย ก็ได้กล่าวว่า จะเสนอแนวทางแผนส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาไบโอ ฮับ (Bio hub) แก่รัฐ หวังผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำอุตสาหกรรมชีวภาพครบวงจรในระดับโลก (Bio hub) โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนด้านนโยบายในเบื้องต้น  (Manager, 2558)

เพราะเหตุใดบริษัทเคมีเกษตรและตัวแทนจากกลุ่มอุตสาหกรรมจึงพยายามผลักดันเรื่องนี้ และอุตสาหกรรมชีวภาพคืออะไร? เพราะเหตุใดภาคอุตสาหกรรมจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ก่อนจะตอบคำถามดังกล่าว เราควรจะทำความรู้จักกับเชื้อเพลิงชีวภาพให้ดีเสียก่อน

เชื้อเพลิงชีวภาพอาจถูกจำแนกได้เป็นหลายชนิดซึ่งชนิดที่จะถูกกล่าวถึงพูดถึงในบทความนี้ คือ เชื้อเพลิงชีวภาพที่ได้มาจากพืชพลังงาน เช่น มันสำปะหลัง  และพืชน้ำมันชนิดอื่นๆ โดยเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีความสำคัญที่สุดในปัจจุบัน คือ “ไบโอเอธานอล

ฝ่ายสนับสนุนแสดงข้อดีของเชื้อเพลิงชีวภาพชนิดนี้ไว้ว่า[1]

    1. ทำให้เราพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่หลายประเทศสามารถผลิตได้เอง ทำให้ประเทศที่ไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันสามารถลดการพึ่งพาน้ำมันหรือได้รับผลกระทบจากความผกผันของราคาน้ำมันในตลาดโลกน้อยลง
    2. โลกมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะเอธานอลปล่อยก๊าซพิษหรือก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า ทำให้สามารถลดมลภาวะในเมืองได้
    3. เป็นมิตรต่อสุขภาพ เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ (Oxygenate) จึงไม่ต้องใช้ออกซิเจนในการเผาไหม้มากและส่งผลต่อสุขภาพน้อยกว่า  เพราะไม่จำเป็นต้องใส่สารก่อมะเร็ง (อย่าง MTBE; methyl tertiary-butyl ether) และตะกั่ว (Lead) ซึ่งทำให้เกิดอาการพิการทางสมองในเด็กเหมือนอย่างน้ำมันเบนซิน
    4. เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น เพราะเป็นการสร้างงานและเพิ่มคุณค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกษตรกรหรือผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นมีรายได้ที่มากขึ้น


     เชื้อเพลิงชีวภาพสามารถจำแนกออกเป็น 2 ชนิด คือ

  1. เชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่ 1 (first generation) คือเชื้อเพลิงที่ผลิตจากพืชพลังงานโดยตรง
  2. เชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่ 2 หรือ 3 คือเชื้อเพลิงที่ผลิตจากของเหลือทางการเกษตร เช่น จากเศษอาหาร รำข้าวสาลี เป็นต้น


ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนกล่าวถึงประโยชน์ของพืชในเชิงอุตสาหกรรม ที่ไกลตัวจากเราออกไป แต่กลับไม่มีใครพูดถึงประโยชน์ของพืชที่มนุษย์รู้จักเป็นอันดับแรก คือ อาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์

แต่ก่อนที่จะไปพูดถึงตรงนั้น เรามาเริ่มดูตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มผลิตกันก่อนดีกว่า

การนำพืชมาผลิตเป็นพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพถือเป็นการใช้พื้นที่ที่ไม่คุ้มค่า

กล่าวคือ กว่าจะได้เชื้อเพลิงมาแต่ละกิโลกรัม ต้องแลกด้วยพื้นที่เพาะปลูกเป็นบริเวณที่กว้างมาก... พื้นที่ 1.4 ล้านเฮกตาร์ (8.75 ล้านไร่หรือเท่ากับประเทศไอร์แลนด์ตอนเหนือ) ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพได้เพียงร้อยละ 3 ของเชื้อเพลิงที่ใช้ (The Guardian, 2013)

ร้อยละ 30 ของผลผลิตพืชพลังงานในปีๆ หนึ่งในปัจจุบัน  นำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ได้เพียงร้อยละ 10  ของความต้องการเชื้อเพลิงทั้งโลกในปีค.ศ. 2050(สถาบันทรัพยากรแห่งโลก - World Resource Insititute-WRI) อ้างอิงใน Biothai, 2015)

ข้าวโพด 1 กิโลกรัม ผลิตเอธานอลได้ 0.313 กิโลกรัม

อ้อย 1 ตัน ผลิตเอธานอลได้ 67.94 กิโลกรัม

อ้อยแห้ง 1 ตัน ผลิตเอธานอลได้ 247 กิโลกรัม

เรปซีด (เมล็ดพืชน้ำมัน) 1 ตัน ได้ดีเซล 450 กิโลกรัม

เมล็ดปาล์มน้ำมัน 100 กิโลกรัม ได้น้ำมัน 20 กิโลกรัม[2]

คำถามคือ ต้องใช้พื้นที่ในการปลูกเท่าไหร่ ถึงจะเพียงพอต่อความต้องการ?

ปัญหาไม่ได้จบแค่การใช้พื้นที่ แต่รวมถึงวิธีที่นำพื้นดินมาใช้ หากจะผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่มาจากพืชนั้น การปลูกพืชเชิงเดี่ยวบนพื้นที่อันกว้างใหญ่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพนั้นประเมินมูลค่าเป็นเงินตราไม่ได้และการเพิ่มประชากรแมลงและโรคพืชก็ไม่ได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น เพราะเกษตรกรต้องซื้อยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีจากบริษัทข้ามชาติ ในปริมาณที่มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องของเมล็ดพันธุ์ที่จะถูกนำมาปลูก

ขอบคุณภาพจาก http://permaculturenews.orgบริษัทข้ามชาติที่ควบคุมการดัดแปลงพันธุกรรมของเมล็ดพันธุ์ รวมถึงบริษัทมอนซานโต้ ต่างก็ทุ่มแรงไปกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่สามารถผลิตน้ำมันได้มากขึ้น (Green Congress, 2006) หมายความว่าเกษตรกรอาจจะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยีลักษณะเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติเพื่อจะนำมาปลูกทุกครั้ง สุดท้ายแล้วผลประโยชน์ไปตกอยู่ที่ใครกันแน่?  

การปลูกพืชพลังงานไม่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่ช่วยเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่มาจากพืชพลังงานจึงไม่ได้ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกโดยรวมเมื่อคำนึงถึงขั้นตอนการผลิต (The Guardian, 2013) ด้วยการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน การขนส่ง การเตรียมพืชที่สำหรับการเพาะปลูก และการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ทางอ้อม (Indirect Land Use Change-iLUC) “ความต้องการพืชพลังงานเพิ่มขึ้นเป็นแรงผลักดันให้เกิดการขยายพื้นที่เพาะปลูกเข้าไปในเขตป่าร้อน (Rainforests) หรือเขตทุ่งหญ้า (Grassland) อันเป็นแหล่งสะสมคาร์บอนที่สำคัญตามธรรมชาติและส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเพิ่มขึ้น” (Thai Europe, 2552)

การถางเผาป่า... อีกแล้วหรือ!!! หลายๆ ประเทศได้รับบทเรียนมาแล้ว หนึ่งในนั้นคือ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการทำลายป่าไม้สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศในเขตร้อนทั้งหมด (FAO, 2010) การสูญเสียป่าไม้อย่างมหาศาลจากการเผาทำลายเริ่มต้นจากการที่รัฐบาลซูฮาร์ให้สัมปทานพื้นที่ป่าให้กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษในปี 2540 นับตั้งแต่นั้นมาไฟป่าในอินโดนีเซียก็รุนแรงมากขึ้น โดยในแต่ละปี ประเทศอินโดนีเซียสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เป็นจำนวน 1.6-2.8 ล้านเฮกตาร์ (UNODC, 2012) จนในวันนี้ พื้นที่ป่าในประเทศอินโดนีเซียเหลือเพียงไม่ถึงครึ่งของพื้นที่ประเทศและปัญหาที่ตามมาอีกมากมาย ทั้งการสูญเสียระบบนิเวศ การสูญเสียหน้าดิน ควันจากการเผาไม้ทำลายป่าซึ่งปัจจุบันกลายเป็นปัญหาข้ามชาติ ผลกระทบจากการกระทำนี้ ประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศก็ได้รับเคราะห์กรรมไปด้วย (Sathai, n.d.)  

ที่มา: http://iopscience.iop.org/article/10.1088/1748-9326/7/3/034010/pdf

ที่มา: http://www.wri.org/resources/data-visualizations/idea-behind-potico-palm-oil-indonesia

ภาพจาก outside the beltway

ประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีส่วนได้ กลับมีส่วนเสีย นอกจากเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว การนำพืชที่ควรจะถูกนำมาผลิตเป็นอาหารมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงแทน ทำให้พื้นที่อาหารลดน้อยลง ส่งผลให้ราคาอาหาร โดยเฉพาะธัญพืชมีราคาเพิ่งสูงขึ้น[3]

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทรัพยากรน้ำ เกรงว่าการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชพลังงานอาจเป็นภัยคุกคามในอนาคต ในปัจจุบันการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ 1 ลิตร จำเป็นต้องใช้น้ำมากถึง 2,500 ลิตร (FAO, n.d.) และแน่นอนว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้มากที่สุดคือ ประชาชนที่มีรายได้ไม่สูงมากนัก ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกใช้ประโยชน์โดยการอ้างอิงถึงแทบทุกครั้งเวลาที่จะอยากผลักดันโครงการใหม่ๆ ทั้งที่อยู่ในประเทศและนอกประเทศที่ผลิต (FAO, 2008) อาจพูดได้ว่าการผลิตเชื้อเพลิงชนิดนี้ส่งผลกระทบไม่ใช่แค่เฉพาะคนบางกลุ่มหรือบางประเทศ แต่ทั่วโลก

เรามีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ แม้ว่าการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่น การก่อมลพิษน้อยกว่าการใช้พลังงานจากปิโตรเลียม ช่วยให้ประเทศที่ไม่ได้ผลิตน้ำมันเองสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น แต่เมื่อย้อนกลับไปดูถึงขั้นตอนการผลิต เชื้อเพลิงชีวภาพที่มาจากพืชพลังงานนั้นก็มีข้อเสียหลายอย่างที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการสูญเสียพื้นที่เพาะปลูก (อาหาร) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การสูญเสียหน้าดิน ปัญหาการเผาป่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเข้ามาของพืชดัดแปลงพันธุกรรมบริษัทยักษ์ใหญ่เป็นเจ้าของสิทธิบัตร จึงเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนบรรจุเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพให้เป็นแผนเร่งด่วน (ปี 2558-2559) เพื่อป้องกันมิให้ประโยชน์สูงสุดตกอยู่เฉพาะกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและเคมีเกษตรเพียงไม่กี่บริษัท แต่เป็นสิ่งมีชีวิตทั้งมวลในโลกอันบอบบางใบนี้ 

“Ones who love you will not steal your food”

 


[1] Inter-American Institute for Cooperation on Agriculture (IICA). (2007) Frequently asked biofuel: questions and answers. San Jose, Costa Rica: IICA. 

[2] น้ำมันเชื้อเพลิงเกษตร โอกาสหรือภัยคุมคามเกษตรกร โดย กิ่งกร นริทรกุล ณ อยุธยา มูลนิธิชีววิถี และ รีเบคา เลียวนาด, พฤษภาคม 2551

[3] วิกฤติอาหาร การค้าเสรี และทุนข้ามชาติ โดยจักรชัย โฉมทองดี โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส), 6 มิถุนายน 2551