แม้จะในอดีตถ่านหินจะมีความสำคัญต่อยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และนำพาซึ่งประโยชน์ต่างๆ ให้กับมวลมนุษยชาติ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยมูลค่าที่สูงเช่นกันทั้งในด้านสุขภาพ และก๊าซเรือนกระจกประมาณสูง ยังไม่รวมถึงอุบัติเหตุจากเหมืองถ่านหิน ผู้คนในท้องถิ่นที่ต้องย้ายถิ่นฐานอย่างไร้ทางเลือก เพราะต้องหลีกทางให้กับเหมืองถ่านหิน ฝนกรด และหมอกควันพิษ ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่เรากล่าวว่าเราผ่านยุคของถ่านหินมาแล้ว และถึงเวลาที่ต้องปลดระวางถ่านหินเสียที

ถ่านหินถือเป็นพลังงานที่สกปรกที่สุดในโลก และเป็นสาเหตุหลักของการปล่อยมลพิษจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 1 หมื่นล้านตัน ที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในทุกปี ซึ่งเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 30 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของพลังงานฟอสซิลทั้งหมด

ทว่าถ่านหินไม่ได้เป็นพลังงานที่สกปรกที่สุดเท่านั้น แต่ยังโชคร้ายที่เป็นพลังงานที่ถูกที่สุดอีกด้วย จึงเป็นพลังงานที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มประเทศที่ต้องการเปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วเพื่อก้าวตามประเทศกลุ่มที่พัฒนาแล้วให้ทัน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือประเทศจีน โดยเศรษฐกิจของประเทศจีนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 ได้ขยายตัวสูงถึง 30 เท่า ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วใช้พลังงานถ่านหินเป็นตัวขับเคลื่อน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น ครึ่งหนึ่งเกิดจากการพึ่งพาถ่านหินของประเทศจีน ราคาที่ถูกของถ่านหินนั้นต้องแลกมาด้วยมลพิษทางอากาศที่รุนแรงและคร่าชีวิตประชากรกว่า 1 ล้านชีวิตในทุกปี ซึ่งสาเหตุหลักนั้นเกี่ยวโยงกับการเผาผลาญเชื้อเพลิงถ่านหิน

แต่ขณะนี้กำลังถึงคราวขาลงของถ่านหิน เมื่อประเทศจีนต้องต่อกรกับวิกฤตมลพิษทางอากาศ ไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยที่จีนได้รับมือกับทั้งสองสิ่งด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน ลดปริมาณการใช้พลังงานถ่านหินขณะที่เศรษฐกิจยังคงโตขึ้น ผลก็คือจีนสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดในโลกและในประวัติศาสตร์

ธนาคารโลกได้ออกมาเตือนว่า ถ่านหินไม่ใช่ทางออกของปัญหาความยากจนของโลก โดยนางราเชล ไคท์ รองประธานธนาคารโลก ได้กล่าวว่า ในการแก้ปัญหาความยากจนของแต่ละประเทศ และปัญหาจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถ่านหินคือส่วนหนึ่งของปัญหาที่ต้องแก้ ไม่ใช่ทางออก

ล่าสุดกลุ่มนักลงทุนก็หันมารับฟังเช่นกัน ทำให้บริษัทถ่านหินทั่วโลกกำลังตกที่นั่งลำบาก ในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปีค.ศ.2012 เป็นต้นมา บริษัทถ่านหินเกือบ 40 แห่งได้ยื่นคำร้องขอล้มละลาย และบริษัท Peabody Energy ซึ่งเป็นบริษัทถ่านหินเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของโลกเองก็ขาดทุนมากถึงร้อยละ  90 ในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี บางรัฐบาลอย่างเช่นประเทศออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ยังคงสนับสนุนพลังงานสกปรกชนิดนี้ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเข้าใจว่าถ่านหินเป็นอดีตไปแล้ว ไม่สามารถทำให้ “สะอาด” ได้ด้วยเทคโนโลยี ระบบดักจับและกักเก็บ CO2 (Carbon Capture and Storage) หรือเทคโนโลยีใดๆ กระบวนการดักจับก๊าซคาร์บอนไม่ให้ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศนั้น จะเก็บกักก๊าซคาร์บอนไว้ในใต้พื้นดิน ซึ่งใต้พื้นดินบริเวณนั้นต้องต้องมีสภาพที่เหมาะสม และอาจไม่สามารถพบได้ในหลายประเทศ แม้แต่ที่ประเทศนอร์เวย์เองซึ่งมีบริเวณที่ “เหมาะสม” อยู่มาก (มีบริเวณใต้พื้นดินที่ว่างเปล่าจากก๊าซและน้ำมัน) ก็ยังล้มเลิกโครงการไปเนื่องจากเทคโนโลยีมีราคาที่สูงเกินไป

ถึงเวลาแล้วที่เราจะปลดระวางถ่านหินเสียที เพราะถ่านหินไม่ใช่ทางออกของพลังงาน แต่เป็นพลังงานหมุนเวียน ถ่านหินเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาตร์ ซึ่งตอนนี้สถานที่ที่เหมาะสมกับถ่านหินคือในพิพิธภัณฑ์

เกร็ดความรู้

  • ธนาคาร Union Bank of Switzerland (UBS) กล่าวว่าโรงไฟฟ้ารวมศูนย์ขนาดใหญ่จะสลายไปในไม่ช้า เนื่องจาก “ไม่เหมาะ” กับการผลิตไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งคาดว่าการผลิตไฟฟ้าในอนาคตจะเป็นการผลิตเองในระดับครัวเรือนและธุรกิจ ซึ่งจะมีราคาถูกลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • มลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในสหภาพยุโรปนั้นเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชาชนหลายพันคน ในประเทศที่มีการใช้พลังงานจากถ่านหินสูงจะพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากถ่านหินมากกว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์
  • คณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า การพัฒนาศักยภาพพลังงานขึ้นอีกร้อยละ 40 ภายในปีค.ศ.2030 จะเป็นการลดการส่งออกพลังงานฟอสซิลได้มากถึง 5 แสน 5 พันล้านยูโร ต่อปี

Joanna Mills is a Communications Strategist for Greenpeace International.