ข่าวดีครั้งใหญ่ของเราทุกคน! หลังจากที่เราได้ร่วมกันยืนหยัดผลักดันให้เชลล์ยุติแผนการขุดเจาะน้ำมันที่อาร์กติกมาตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมา ในที่สุดเชลล์ก็ได้ประกาศถอนทัพออกจากอาร์กติกแล้ว ชัยชนะในครั้งนี้เป็นของหมีขาว ของอาร์กติก ของเราทุกคน และทุกสรรพชีวิตบนโลก

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา เชลล์ได้ออกมาประกาศยกเลิกแผนการขุดเจาะน้ำมันที่อาร์กติกบริเวณอลาสก้า เนื่องจากค้นพบว่าน้ำมันและก๊าซที่สำรวจพบในช่วงฤดูร้อนที่บริเวณทะเลชุกชีไม่มีปริมาณที่เพียงพอสำหรับดำเนินการในอนาคต “ที่ชัดเจน” โดยก่อนหน้านี้เชลล์ได้รับอนุญาตจากรัฐบาสหรัฐฯ ให้เตรียมดำเนินการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในเขตทะเลชุกชี ท่ามกลางการคัดค้านจากภาคประชาสังคมทั่วโลก และคณะบริหารของประธานาธิบดีโอบามาเองได้ประเมินว่ามีโอกาสมากถึงร้อยละ 75 ที่จะเกิดหายนะน้ำมันรั่วครั้งใหญ่ รวมถึงยังมีสาเหตุมาจากกฎหมายและระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งบริเวณอลาสก้าที่มีความท้าทายและคาดการณ์ยาก การประกาศของเชลล์ครั้งนี้หมายความว่าปริมาณน้ำมันที่พบในอาร์กติกไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่จะสูญเสียไป และแน่นอนว่าโครงการขุดเจาะน้ำมันที่อาร์กติกนี้กลายเป็นหนึ่งในโครงการที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดและมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์การแสวงหาน้ำมัน โดยในครั้งนี้เชลล์ได้ลงทุนไปทั้งสิ้น 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ กับการพยายามเสาะหาน้ำมันในอาร์กติก แต่มูลค่าทางสิ่งแวดล้อมที่จะสูญเสียไปเพื่อแลกมาด้วยน้ำมันอาร์กติกสูงยิ่งกว่านั้น

 

พลังเสียงจากประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการขุดเจาะน้ำมันที่อาร์กติกกว่า 7 ล้านคนทั่วโลก จากการร่วมลงชื่อกับกรีนพีซ และอีกหลายเครือข่ายองค์กรสิ่งแวดล้อมทั่วโลกเป็นสิ่งสำคัญในการผลักดันและหยุดยั้งเชลล์ “การเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องอาร์กติกระดับโลกนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนและส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเชลล์ในเรื่องของโครงการขุดเจาะน้ำมันที่อาร์กติก และยิ่งเวลาผ่านไปแต่ละปีโดยที่เชลล์ยังไม่สามารถขุดเจาะน้ำมัน การลงทุนก็มีมูลค่าสูงเกินไปกับการแสวงหาน้ำมัน” John Sauven  ผู้อำนวยการบริหารกรีนพีซ สหราชอาณาจักร กล่าวกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ซึ่งสำนักข่าว Financial Times ได้ระบุว่า เชลล์เองเผยเป็นการส่วนตัวกับสำนักข่าวว่าไม่คาดคิดว่าจะมีเสียงคัดค้านจากประชาชนมากขนาดนี้ พลังของพวกเราทุกคนคือสิ่งที่ทำให้เกิดกระแสสังคมสร้างความเคลื่อนไหวระดับโลก และทำให้เชลล์หยุดคิดว่าสิ่งที่ลงทุนไปนั้นคงไม่คุ้มเสีย เพราะมีสายตาของคนทั่วโลกกำลังจับตามอง

หลายต่อหลายครั้งตลอดสามปีที่ผ่านมาที่ประชาชนทั่วโลกออกมาแสดงพลังคัดค้านเปล่งเสียงให้เชลล์รับฟัง รวมถึงที่ประเทศไทยเอง ตั้งแต่การแปรอักษรภาพมนุษย์ กิจกรรม Ice Ride ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 รวมถึงการออกมาแสดงพลังจากทั่วโลกอีกนับไม่ถ้วน จนกระทั่งการออกติดตามแท่นขุดเจาะน้ำมันโพลาร์ ไพโอเนียร์ ตั้งแต่ท่าเรือบรูไน ประเทศมาเลเชียไปสู่อาร์กติก ไปจนถึงการเคลื่อนไหวที่สวยงามที่สุดครั้งหนึ่งอย่างการรวมตัวกันของเรือคายัค เรือแคนู และเรือขนาดเล็กหลายร้อยลำ เพื่อหยุดแท่นขุดเจาะน้ำมันโพลาร์ ไพโอเนียร์ ในเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะเดินทางไปสำรวจแหล่งน้ำมันที่อาร์กติก การที่ทั่วโลกออกมาลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอาร์กติก ไม่ได้สิ้นสุดแค่เพียงในอาร์กติกเท่านั้น ไม่ใช่แค่หมีขั้วโลกที่จะได้รับอันตราย แต่วิกฤตโลกร้อนนั้นจะส่งผลกระทบถึงทุกคน และจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นหากโลกสูญเสียน้ำแข็งอาร์กติกไป 

หากคนไทย และทุกคนไม่ออกมาร่วมกันปกป้องอาร์กติกในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เชลล์อาจจะลงมือขุดน้ำมันที่อาร์กติกไปแล้วโดยที่เราไม่ได้รับรู้เลยก็เป็นได้ และเป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพลังของประชาชนนั้นคือพลังที่ยิ่งใหญ่เหนือบริษัทอุตสาหกรรมและรัฐบาลที่มุ่งเห็นว่าผลประโยชน์ของตนเหนือกว่าสิ่งแวดล้อมอันเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โลกดำรงอยู่ได้

ภูมิภาคอาร์กติกเป็นเสมือนเครื่องปรับอากาศของโลก น้ำแข็งของอาร์กติกคือสิ่งที่ช่วยสะท้อนแสองอาทิตย์กลับออกไปยังอวกาศ และลดความร้อนให้กับโลกของเรา ขณะนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ปรากฎผลกระทบอย่างชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับหมีขั้วโลก หรือภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้นจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรง

การที่เชลล์ถอนตัวจากอาร์กติกนี้ เป็นชัยชนะของเราทุกคนที่ยืนหยัดเพื่อปกป้องอาร์กติก ไม่ว่าจะเป็นการร่วมลงชื่อ ปั่นจักรยานรณรงค์ ปีนตึกสูง พายเรือคายัค ถ่ายภาพเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย แชร์ข่าวคราว หรือแม้แต่ร่วมกันบอกเล่าเรื่องราวของอาร์กติกให้กับทุกคนได้รับรู้ นี่คือผลจากการที่เราร่วมกันปกป้องอาร์กติกจากการขุดเจาะน้ำมัน แม้ว่าการรรณรงค์เพื่อปกป้องอาร์กติกยังไม่สิ้นสุดแค่นี้จนกว่าเราจะปกป้องอาร์กติกได้อย่างถาวรด้วยการประกาศให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองทางธรรมชาติของโลกในบริเวณขั้วโลกเหนือ แต่ถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่ทำให้เราขยับเข้าใกล้เป้าหมายนี้ และความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้ต้องขอขอบคุณทุกคน

ร่วมฉลองข่าวดีนี้กันนะคะ หมีขั้วโลกและสรรพสัตว์ทุกชนิดที่อาร์กติกก็คงกำลังขอบคุณทุกคนเช่นกัน #SavetheArctic