“ตายสิบ จักเกิดแสน” ไม่แน่ใจว่าคำนี้จะกลายเป็นเพียงคำปลุกปลอบของการต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนของนักอนุรักษ์หรือไม่ ในเมื่อวันนี้เป็นอีกครั้งที่บทสรุปของคดี “ฆ่า เจริญ วัดอักษร” ตัดสินออกมาว่า ยกฟ้องคดีจ้างวานฆ่า เจริญ วัดอักษร

กว่า 11 ปี ที่ผ่านมา เสียงปืน 9 นัดจากปืนสองกระบอก ในคืนวันที่ 21 มิถุนายน 2547 ที่ปลิดชีวิตนักสู้เพื่อชุมชนที่ชื่อเจริญ วัดอักษร ยังคงดังก้องในใจชาวบ่อนอก ประจวบคีรีขันธ์ และชาวไทยผู้รักสิ่งแวดล้อมทั้งประเทศ เจริญ วัดอักษร แกนนำกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก ผู้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ และได้เดินเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) กรณีเรื่องการบุกรุกที่ดินสาธารณะคลองชายธง ในเขต อ.เมือง ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างที่รอคำตัดสิน มือปืนทั้งสองที่ถูกกุมขังได้เสียชีวิตไปทั้งคู่ด้วยโรคเอดส์ท่ามกลางข้อกังขาของสาธารณชน

คดีความนี้ได้ดำเนินการผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกระบวนการชั้นศาลมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น กับคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ว่า นายธนู หินแก้ว จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานจ้างวานให้ฆ่าผู้อื่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ให้ประหารชีวิต ส่วนนายมาโนช และนายจือ จำเลยที่ 4-5 ยกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานนำสืบไม่ชัดเจนไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์ มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2556 พิพากษากลับยกฟ้อง จนกระทั่งมาถึงวันที่ 13 ตุลาคม นี้ ที่ศาลอาญาได้นัดฟังคำพิพากษาฎีกาอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้าที่นัดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 แต่จำเลยมาศาลไม่ครบ

เช้าตรู่ของวันที่ 13 ตุลาคม พี่น้องชาวบ่อนอกกว่า 100 คน พร้อมใจกันใส่เสื้อยืดสีเขียว สกรีนลายรูปเจริญ มาร่วมฟังคำตัดสินอันเป็นบทสรุปของการต่อสู้เพื่อชุมชนที่แลกมาด้วยชีวิตของเจริญ วัดอักษร คำพิพากษาของศาลฎีกาเห็นยืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องคดีจ้างวานฆ่าเจริญ วัดอักษร ยกฟ้องจำเลยทั้ง 3 ราย โดยที่จำเลยที่ 3 นายธนู หินแก้ว ไม่มาศาล ซึ่งศาลระบุว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่เพียงพอให้เอาผิดจำเลยได้  เป็นการปิดคดี “ฆ่า เจริญ วัดอักษร” ที่ทิ้งไว้แต่เพียงความปวดร้าวของชุมชน อีกทั้งยังเป็นเสมือนการตอกย้ำว่า การที่ประชาชนต่อกรกับฝ่ายอิทธิพลและกลุ่มอำนาจยังคงเป็นเรื่องยาก และเป็นสิ่งที่สังคมยังตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยว่าประชาชนผู้บริสุทธิ์จะสามารถพึ่งพาและเรียกร้องความยุติธรรมได้มากน้อยเพียงใด

“เราไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลฎีกา แต่ในฐานะประชาชน เราก็จำต้องยอมรับคำตัดสินนั้น 11 ปี ของการติดตามคดี “ฆ่า เจริญ วัดอักษร” เราได้เรียนรู้ว่ากระบวนการยุติธรรมไม่มีวันเอื้อมไปถึงผู้บงการฆ่าได้ และประชาชนคงคาดหวังจะได้รับความคุ้มครองจากขบวนการยุติธรรมได้ยากเต็มที ความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนจนถึงการใช้ดุลยพินิจของตุลากรทุกระดับต้องได้รับการปฏิรูปโดยเร่งด่วนให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่ใช่นั้นคนชั่วก็จะลอยนวลออกไปก่อกรรมทำเข็ญอีก ขณะเดียวกันคนบริสุทธิ์กลับถูกจองจำ ดังเช่น พี่น้องที่บางสะพานที่คัดค้านโครงการโรงถลุงเหล็กสหวิริยา ตอนนี้ถูกพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุก 21  ปี แม้ว่าหนึ่งในผู้ต้องหาจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้นด้วยซ้ำ” กรณ์อุมา พงษ์น้อย ภรรยาของเจริญกล่าว หลังรับทราบผลคำตัดสินคดี  ขณะนี้ แม้ชุมชนจะช่วยกันหยุดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอกไว้ได้แล้ว แต่อีกหนึ่งโครงการกำลังเข้ามาคุกคามชุมชนอีกครั้งในนามของการสร้าง “มหาวิทยาลัยประจำจังหวัด” ที่คลองชายธง ตำบลบ่อนอก บนพื้นที่ป่าชายเลนขนาด 931 ไร่ เป็นพื้นที่แก้มลิงป่าชายเลนที่เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน และที่อยู่อาศัยของวาฬ และเป็นแหล่งประมงอันเป็นวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งทางชุมชนกล่าวว่าเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ที่กำลังถูกคุกคามโดยกลุ่มนายทุน มีการข่มขู่จากกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่เป็นกลุ่มเดิมกับผู้ที่ฆ่าพี่เจริญและได้รับการยกฟ้องจากศาล “มหาวิทยาลัยประจำจังหวัดสามารถสร้างตรงไหนก็ได้ แต่ป่าชายเลนไม่สามารถไปสร้างที่อื่นได้” ชุมชนบ่อนอกกล่าว เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ชุมชนต้องเจอ ในการต่อสู้เพื่อปกป้องแหล่งทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์และวิถีชีวิตของชุมชน

แม้จะทำใจไว้อยู่บ้างแล้ว แต่เมื่อบทสรุปของคดีออกมาเป็นเช่นนี้ ครอบครัวของเจริญ วัดอักษรและพี่น้องประจวบฯ ผู้ปกป้องสิ่งแวดล้อมและชุมชนก็ยังทำใจได้ยาก กลายเป็นข้อสงสัยของชุมชนว่า “การปล่อยตัวผู้ต้องหาบงการฆ่าเจริญ วัดอักษร ในวันนี้ ทำให้กลุ่มนักการเมืองอิทธิพลในพื้นที่ประจวบฯ ยิ่งเหิมเกริมมากขึ้น ซึ่งคงทำให้เราทำงานเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรในท้องถิ่นลำบากยิ่งขึ้น” กรณ์อุมา พงษ์น้อย กล่าวทิ้งท้าย

ดังที่ชุมชนบ่อน้อยคาดเดาว่า การต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและชุมชนคงจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นต่อจากนี้ แต่อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์อันแรงกล้าของเจริญ วัดอักษร ยังคงได้รับการสืบสานต่อไป อีกคดีความหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม  (EIA) ของโครงการท่าเรือขนส่งถ่านหิน โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ที่ได้นำออกเผยแพร่เพื่อดำเนินการจัดเวทีการประชุมครั้งที่ 3 (ค.3) ที่เราต้องคอยติดตามในวันที่ 15 ตุลาคม ที่จะถึงนึ้ว่า ศาลปกครองจะรับคำฟ้องเพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

คำพูดของกรณ์อุมาที่ว่า “ต่อจากนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องหารือกันว่าจะจัดการดูแลปกป้องกันเองในฐานะประชาชนต่อไปอย่างไร” นี่คือคำถามสำคัญของประเทศไทย หากประชาชนที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมยังห่างไกลความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมที่เผชิญอยู่