ปลาทูน่าของโลกหลายสายพันธุ์ อาทิ ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน ปลาทูน่าตาโต และปลาทูน่าครีบเหลือง กับปลาทูน่าครีบยาว ที่มีประชากรเหลืออยู่น้อยในบางพื้นที่ ปลาทูน่าเหล่านี้เหลือจำนวนน้อยเนื่องจากการทำประมงเกินขนาดมาเป็นเวลาหลายปี สาเหตุสำคัญคือการใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้างที่มุ่งเน้นจำนวนการจับปลา โดยไม่คำนึงว่าจะทำลายสัตว์น้ำที่ไม่ใช่เป้าหมาย เช่น ปลาสายพันธุ์อื่น ปลากระเบน ฉลาม เต่าทะเล วาฬขนาดเล็ก หรือแม้แต่ปลาทูน่าที่ยังไม่โตเต็มวัย อย่างไรก็ตามยังมีตัวอย่างดีๆ จากการทำประมงของชาวมัลดีฟส์ ด้วยการใช้เบ็ดตวัด ซึ่งนอกจากดีต่อมหาสมุทรแล้ว ยังส่งผลดีต่อทางสังคมและเศรษฐกิจของชุมชนอีกด้วย ซึ่งเหตุผลและข้อดีมากมายเช่นนี้ ทำให้ตัวแทนจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ากระป๋องหลายบริษัทอยากจะหันมาหาวัตถุดิบจากปลาทูน่าพันธุ์ท้องแถบจากการใช้เบ็ดตวัด 100% ในผลิตภัณฑ์ของตน

การประมงด้วยเบ็ดตวัด

วิธีการประมงแบบดั้งเดิมที่สืบทอดมารุ่นต่อรุ่น มักใช้ในการทำประมงชายฝั่ง เช่น ในประเทศมัลดีฟส์ และอินโดนีเซีย โดยการทำประมงนั้นจะใช้เหยื่อเป็นปลา เพื่อจับปลาทูน่าเป้าหมาย คือ ฝูงปลาทูน่าพันธุ์ท้องแถบ

การประมงด้วยเบ็ดตวัดนั้นเชื่อมโยงการทำประมงสองส่วน คือ การทำประมงปลาเหยื่อ และอีกส่วนคือการประมงปลาทูน่า เป็นสิ่งสำคัญที่การทำประมงปลาเหยื่อนั้นจะได้รับการตรวจสอบและจัดการอย่างถูกต้อง เพื่อที่จะลดผลกระทบทางระบบนิเวศที่จะเกิดจากการทำประมงปลาเหยื่อ เพราะจำนวนประชากรของปลาเหยื่อคือปัจจัยสำคัญสำหรับความยั่งยืนของการทำประมงด้วยเบ็ดตวัด

 

เบ็ดตวัด คือทางออกเพียงทางเดียว?

กรีนพีซไม่ได้รณรงค์ให้การประมงปลาทูน่าทั่วโลกทำด้วยวิธีเบ็ดตวัดอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่จะหาเหยื่อล่อจับปลาทูน่าได้จำนวนมากขนาดนั้น และในบางชุมชนชายฝั่งก็มีการประมงปลาทูน่าด้วยการใช้อวนล้อม ดังนั้นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถประมงได้อย่างทำร้ายทะเลน้อยรองลงมาจากการใช้เบ็ดตวัด คือ การใช้อวนล้อมโดยไม่ใช่อุปกรณ์ล่อปลาร่วมด้วย

ชาวประมงชาวมัลดีฟส์ออกเรือไปจับปลาทูน่าด้วยเบ็ดตวัด โดยแล่นเรืออกจากเขตปะการังไปประมาณ 10-20 ไมล์ เรือประมงเป็นเรือขนาดเล็ก เรียกว่า ‘Dhoni’ มีขนาด 100 ฟุต เรือหนึ่งลำมีมูลค่า 320,000 เหรียญสหรัฐฯ ส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชน 20-35 คน สามารถจับปลาทูน่าได้มากถึง 1.5-2 ตัน ต่อวัน

 

นอกน่านน้ำมัลดีฟส์ออกไป เรือประมงอุตสาหกรรมปลาทูน่าขนาดใหญ่กำลังครอบครองผืนมหาสมุทรและตลาดของโลก เป็นสาเหตุให้เกิดการประมงเกินขนาด นอกจากนี้ยังมอบโอกาสในการประกอบอาชีพเพียงเล็กน้อย แต่รายได้หลักจากการประมงจะเป็นผลประโยชน์ของบริษัทขนาดใหญ่ ไม่ใช่ชุมชนชายฝั่ง เรือประมงอวนล้อมปลาทูน่าส่วนใหญ่จะดำเนินการในน่านน้ำแปซิฟิค จับปลาทูน่าเฉลี่ย 30 ตันต่อวัน เรือแต่ละลำมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านเหรียญฯ สหรัฐ มีมูลค่าการเดินเรือประมงมากถึงปีละ 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่กลับให้อัตราการจ้างงานเพียง 30 คน

 

วิถีชีวิตชาวมัลดีฟ กับการประมงปลาทูน่าด้วยเบ็ดตวัด

การประมงปลาทูน่าด้วยเบ็ดตวัดนั้นเป็นวิถีชีวิตที่หล่อเลี้ยงชาวมัลดีฟมาหลายชั่วคน ดังนั้นทักษะ ความแข็งแรง ผสมผสานกับความเป็นทีมเวิร์ค คือส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้การประมงเบ็ดตวัดนี้มีเสน่ห์ ไม่แพ้กับการที่ได้เห็นปลาทูน่าท้องแถบน้ำหนักราว 8 กิโลกรัม ที่ได้จากการตวัดเบ็ด ลอยข้ามหัวไปตกลงในเรือ ลูกเรือชาวประมงมัลดีฟเตรียมตัวตั้งแต่เที่ยงคืน เพื่อออกไปทำประมงปลาเหยื่อ เมื่อจับปลาเหยื่อเหล่านี้ได้ก็จะเก็บไว้ในบ่อปลาเหยื่อ ซึ่งอยู่ในเรือ “Dhoni” เมื่อถึงเวลาตกปลาทูน่า ชาวประมงจะใช้ปลาเหยื่อจำนวนไม่มากนัก โยนออกไปนอกเรือให้เกิดการแรงกระเพื่อมบนผิวน้ำ ให้ปลาทูน่าเข้าใจว่าเป็นปลาขนาดใหญ่และเข้ามากินเหยื่อ ปลาเหยื่อจำนวน 1 กิโลกรัมจึงสามารถจับปลาทูน่าได้ 10 กิโลกรัม ชาวประมงจะยืนเรียงกันที่ด้านหลังของเรือ หย่อนสายเบ็ดเปล่าลงไป ล่อให้ปลาทูน่ามากินเบ็ด เมื่อปลาทูน่าเข้ามาใกล้ ชาวประมงจะใช้ทักษะตวัดปลาทูน่าขึ้นจากน้ำ

การใช้เบ็ดตวัดของชาวมัลดีฟนั้นเป็นวิธีการประมงที่เป็นมิตรต่อทะเลและชุมชนในหลายด้าน เหตุผลหนึ่งคือ เบ็ดตวัดจะส่งผลกระทบหรือจับปลาที่ไม่ใช่เป้าหมายน้อยมาก ไม่มีผลพวงเป็นฉลาม ปลากระเบน วาฬนำร่อง ฉลามวาฬ เต่า โลมา นกทะเล หรือสัตว์น้ำอื่นๆ ที่ถูกคร่าชีวิตไปปีละหลายพันล้านตัวจากการประมงอวนล้อมที่ใช้อุปกรณ์ล่อปลา หรือการทำประมงด้วยเบ็ดราว นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยสนับสนุนรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งปลาทูน่าที่ชาวมัลดีฟจับได้จำนวนมากนั้นจะถูกนำไปขายในแบรนด์ต่างๆ ของสหราชอาณาจักร คือ แบรนด์ Sainsbury’s, M&S, Waitrose, Reel Fish และ Fish 4 Ever ชาวมัลดีฟมีสายสัมพันธุ์ที่ลึกซึ้งกับมหาสมุทรมาช้านาน พวกเขาเข้าใจท้องทะเล และดำรงชีวิตอย่างเป็นสมดุลกับท้องทะเล พวกเขารู้ดีว่าหากไม่สามารถปกป้องความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไว้ได้ ครอบครัวและชุมชนก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน

สามเหตุผลที่ควรหันมาทำประมงปลาทูน่าด้วยการใช้เบ็ดตวัด

อุตสาหกรรมการประมงปลาทูน่า เป็นธุรกิจขนาดใหญ่เนื่องจากเป็นปลาที่คนนิยมกินมากที่สุด วิธีการทำประมงปลาทูน่าจึงส่งผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลและชุมชนชายฝั่งทะเล ปัจจุบันนี้ปลาทูน่าส่วนใหญ่ถูกประมงขึ้นมาด้วยกระบวนการของอุตสาหกรรมประมงขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้ประชากรปลาทูน่าลดลง รวมถึงทำลายความอุดมสมบูรณ์ทางท้องทะเล วิธีการประมงด้วยเบ็ดตวัด เป็นวิธีการทำประมงปลาทูน่าที่เป็นมิตรต่อท้องทะเลที่มีข้อดีหลักๆ ดังต่อไปนี้

1. ฉลาม เต่า วาฬ และโลมา เสี่ยงต่อการเป็นเหยื่อของการประมงปลาทูน่าน้อยลง

การทำประมงปลาทูน่าส่วนใหญ่จะใช้อุปกรณ์ล่อปลา (FADs) ร่วมกับอวนล้อมขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นวิธีการทำประมงแบบกวาดล้อมและคร่าชีวิตสัตว์น้ำทุกชนิดที่เข้ามาในอวน ไม่ว่าจะเป็นปลาทูน่าที่เป็นเป้าหมาย ไปจนถึงฉลาม เต่าทะเล วาฬขนาดเล็ก และปลาวัยอ่อนชนิดอื่นๆ สัตว์น้ำเหล่านี้เรียกว่าการจับสัตว์น้ำพลอยได้ (Bycatch) แต่การประมงด้วยเบ็ดตวัดนั้นจะเป็นการคัดเลือกจับเฉพาะปลาทูน่า และจับติดสัตว์น้ำชนิดอื่นได้น้อยมาก (คงยากที่จะจับวาฬได้ด้วยเบ็ดตกปลา) ซี่งหากจับติดขึ้นมาจริงก็จะสามารถปล่อยกลับลงไปในทะเลได้โดยไม่เป็นอันตราย

ผลจับประมงแบบเบ็ดตวัดอยู่ที่ 457,000 ตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 10 จากผลจับรวมในทุกเครื่องมือ โดยผลจับมีค่าใกล้เคียงกับการใช้เครื่องมือเบ็ดราว ซึ่งจะจับได้ประมาณ 60,900 ตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 16  ของผลจับปลาทูน่าจากทุกเครื่องมือ (4)

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบกับเครื่องมือชนิดอื่นๆแล้ว การใช้เบ็ดตวัดส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำอื่นๆนอกจากปลาทูน่าน้อยมาก เนื่องจากการจับประเภทนี้แทบจะไม่มีปลาที่ไม่ใช่เป้าหมายติดขึ้นมา นอกจากนี้ยังสามารถหลีกเลี่ยงการจับทูน่าวัยอ่อนได้ 

2. แน่ใจได้ว่าจะไม่เลือกจับปลาทูน่าสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ปลาทูน่าที่ถูกนำมาบริโภคนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ ทำความรู้จักกับสายพันธุ์ปลาทูน่าที่อยู่ในกระป๋องและสถานะความเสี่ยงต่อการใกล้สูญพันธุ์ได้ที่นี่ วิธีการประมงด้วยอวนล้อมและอุปกรณ์ล่อปลา อาจจะมีปลาทูน่าพันธุ์ท้องแถบเป็นปลาเป้าหมาย แต่การจับขึ้นมาแต่ละครั้งในอวนอาจมีปลาทูน่าตาโต และครีบเหลืองวัยอ่อนอยู่ด้วยร้อยละ 20 ถูกจับมาก่อนที่จะมีโอกาสขยายพันธุ์ 

­3. ลดปัญหาการประมงเกินขนาด

ขณะนี้ เรือประมงอุตสาหกรรมกำลังจับปลาเกินกว่ากำลังการฟื้นตัวของธรรมชาติ โดยองค์กรสหประชาชาติกล่าวว่า จำนวนเรือประมงนั้นมีสัดส่วนจำนวน 2.5 เท่า ที่มากกว่าจำนวนปลาที่เราจะสามารถประมงได้โดยรักษาความยั่งยืนของท้องทะเล และปัจจุบันเรือประมงอุตสาหกรรมที่มีเพียงร้อยละ 4 กลับจับปลาได้จำนวนเทียบเท่ากับเรือประมงขนาดเล็กที่มีอยู่ร้อยละ 96 เรือขนาดใหญ่เหล่านี้เรียกว่า “ซูเปอร์เรืออวนล้อม” ที่สามารถจับปลาทูน่าได้จำนวนมหาศาลภายในหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนเทียบเท่ากับการจับปลาทูน่าของหมู่เกาะแปซิฟิกในเวลาหนึ่งปี การเลือกซื้อทูน่ากระป๋องที่มาจากการจับด้วยเบ็ดตวัดนั้น คือการช่วยส่งเสริมการประมงอย่างยั่งยืน เพิ่มอัตราการจ้างงานชาวประมงในท้องถิ่นที่ทำการประมงด้วยเบ็ดตวัด และลดการเพิ่มจำนวนเรือประมงอุตสาหกรรม

แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ากระป๋องที่มาจากการประมงด้วยเบ็ดตวัดที่เป็นมิตรต่อท้องทะเล แต่ผู้บริโภคสามารถร่วมกันบอกให้ผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องหันมาจัดหาวัตถุดิบที่ได้มาจากการประมงด้วยเบ็ดตวัดเพื่อความเป็นธรรมและยั่งยืนของมหาสมุทรของเรา หรือเพียงการยุติการใช้เบ็ดราว และเครื่องมือล่อปลา (FADs) ประกอบกับอวนล้อม ซึ่งเป็นวิธีการประมงแบบทำลายล้างที่มีผลพวงคือการคร่าชีวิตปลาทูน่าวัยอ่อน และสัตว์น้ำที่ไม่ใช่เป้าหมาย

อ่านเพิ่มเติม:

1. 6 reasons to choose pole and line

2. Pole and Line: A Fisherman’s Tale

3. Pole and line fishing – catching tuna one by one

4. Sources for gear characteristics: (Gilman 2011; Majkowski 2007; Hester 1974; Miyake et al. 2010), Source for average catch data: (ISSF 2010)

Gilman, E.L., 2011. Bycatch governance and best practice mitigation technology in global tuna fisheries. Marine Policy, 35(5), p.590-609.

Majkowski, J., 2007. Global fishery resources of tuna and tuna-like species., Rome: FAO. 

Hester, F.J., 1974. Some considerations of the problems associated with the use of live bait for catching tunas in the tropical Pacific Ocean. Mar. Fish. Rev, 36(5), p.1–12.

Miyake, M. et al., 2010.Recent developments in the tuna industry: stocks, fisheries, management, processing,trade and markets., Rome: FAO.

ISSF, 2010.Status of the world fisheries for tuna 2010, McLean, Virginia, USA.: International Seafood Sustainability Foundation.