ระยะทาง 251 กิโลเมตร คือระยะความยาวของแนวฝั่งทะเลของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดที่มีแนวชายฝั่งทะเลที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นความมั่นคงทางอาหารที่หล่อเลี้ยงชาวไทย แต่การลดลงของสัตว์น้ำ คือปัญหาสำคัญที่เป็นวิกฤตของทะเลไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการประมงหอยจอบที่กำลังคุกคามชายฝั่งทะเลประจวบคีรีขันธ์ แต่หากยังมีความเข้มแข็งของชุมชน การร่วมมือของเครือข่าย และการเคารพกฎกติกาชุมชน ความหวังในการฟื้นฟูและปกป้องท้องทะเลยังคงอยู่ และนี่เองคือที่มาของ “การสร้างรักให้ทะเล สร้างรั้วให้ปลาชุม” กับการสร้าวแนวรั้วทะเลเขตอนุรักษ์

เช้าวันใหม่ของวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 คือการเริ่มต้นใหม่ของความหวังในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเลประจวบฯ กับกิจกรรมสร้างรักให้ทะเล ตอนสร้างรั้วให้ปลาชุม ตั้งแต่ก่อนเวลาหกนาฬิกา ชาวจักรยานในประจวบฯ นำโดยเครือข่ายจักรยานประจวบไซคลิงค์คลับ (Prachuap Cycling Club) ได้มารวมตัวกันร่วม 200 คน เพื่อปั่นจักรยานรณรงค์ภายในตัวเมือง เพื่อสร้างความตระหนักของพี่น้องชาวประจวบฯ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีแนวชายฝั่งทะเลที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในการปกป้องและดูแลทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างเข้มแข็ง  “วันนี้เราสร้างกระแสและจิตสำนึกให้กับคนทั่วไปว่าทะเลเป็นแหล่งอาหารแหล่งใหญ่ของคนทั้งหมด มาช่วยกันปกป้องแหล่งอาหาร เริ่มต้นด้วยการไม่บริโภคลูกปลาทู ปลาเล็กปลาน้อย ฤดูวางไข่ ร่วมกันรับรู้ สร้างการสื่อสารให้มากขึ้น” เรือตรี กฤษฏ์ ศรีเพ็ญ ประธานเครือข่ายสมัชชาสุขภาพ จังหวัดประจวบฯ กล่าว

 

จากนั้นที่ศาลาหน้าวัดปากคลองเกลียว ตำบลบ่อนอก การผนึกความร่วมมือร่วมใจของเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน จังหวัดประจวบฯ จากพี่น้องชาวประมงหลากหลายอำเภอ ตั้งแต่บางสะพานน้อย บางสะพานใหญ่ ปากคลองเกลียว กุยบุรี สามร้อยยอด และปราณบุรี รวมถึงกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาสาสมัครกรีนพีซ ทั้งหมดร่วม 400 คน ก็ได้เริ่มขึ้น โดยมีนายอำนาจ  สูงยิ่ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอกกล่าวรายงาน และนายสมพร ปัจฉิมเพชร นายอำเภอเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เกียรติเป็นประธานร่วมเปิด  “ผมพบเห็นว่าทรัพยากรของเราลดลงไปตามลำดับ ตั้งแต่ทำงานมา 7 ปี สามอำเภอ สิ่งที่ผมสังเกตได้คือ เราไปทำลายระบบนิเวศทางทะเล และทำให้สัตว์น้ำตัวเล็กตัวน้อยไม่มีที่อยู่อาศัย เมื่อไม่มีสัตว์น้อยก็อย่าคิดเลยว่าจะมีสัตว์ใหญ่ สอง เราทำประมงด้วยความโลภ และไม่นึกถึงใคร เพื่อทำลายลายทุกสิ่งทุกอย่างแต่ขอให้เรารวย และ สาม เราไม่เคารพทะเลอย่างที่เคย สิ่งที่เราทำได้เพื่อแก้ไขคือ การทำประมงบนพื้นฐานของความพอเพียง ไม่ทำลายล้าง คิดถึงทั้งคุณค่าและมูลค่า ควบคู่ไปกับการเคารพทะเล ถ้าทำแบบนี้สัตว์น้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศ ด้วยภูมิปัญญาไทย เช่นการทำรั้ว ซั้งกอ และในประเด็นปัญหาหอยจอบแม้ว่าไม่มีกฎหมายห้ามทำหอยจอบ แต่ก็เป็นจิตสำนึกของเรา ในการเคารพกฎกติกาของชุมชน ที่มีไว้เพื่อทุกคนที่พึ่งพาทางทะเล”

นายปิยะ เทศแย้ม นายกสมาคมประมงพื้นบ้าน ทุ่งน้อย จังหวัดประจวบฯ แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ “การประกาศจังหวัดนั้นครอบคลุมพื้นที่ 3 ไมล์ทะเลที่ไม่ให้ประมงหอยจอบเข้ามาดำ นับจากจุดที่ลึกที่สุดในทะเลห่างออกไปอีก 3 ไมล์ แต่ปรากฎว่าทั้งจังหวัดกลับทิ้งทุ่นแค่ 9 ทุ่น ซึ่งไม่ได้ผล อีกทั้งไม่ได้ใช้ชุมชนเข้าไปร่วมด้วย ตอนนี้กลุ่มประมงหอยจอบก็ยังคงทำประมงอยู่ แต่หลังจากที่เครือข่ายร่วมกันเฝ้าระวังอย่างหนัก อาทิ การไปเฝ้าตั้งแต่ตี 3 เพื่อขอให้เรือประมงหอยจอบถอนสมอออกไป จากที่เรือประมงหอยจอบมีจำนวน 180 ลำ ลดลงเหลือ 120, 102 และในที่สุดก็เหลือเพียงแค่ 4 ลำที่ยังคงดำเนินการอยู่”

การเฝ้าระวังของชุมชนเครือข่ายประมงพื้นบ้านนี้เอง ที่นำไปสู่กิจกรรมรั้วทะเล เพื่อให้เรือประมงพาณิชย์ทราบว่าการทำประมงนอกเขตที่ไม่ทำร้ายระบบนิเวศชายฝั่งทะเล คือระยะใด การสร้างแนวรั้วทะเลโดยชาวประจวบฯและอาสาสมัครกรีนพีซจะร่วมกันวางแนวรั้วทะเลเป็นแนวยาว 28 กิโลเมตร หรือ 14 ไมล์ทะเล  จำนวน 14 ทุ่น พร้อมกับสร้างบ้านปลาล้อมรอบทุ่น ในอำเภอกุยบุรี กับอำเภอเมือง  เพื่อเป็นสัญลักษณ์เขตรักษาฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง และเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ

“ปลาเศรษฐกิจตัวเล็กหากปล่อยไว้หนึ่งปี จะโตได้เต็มวัย แพร่พันธุ์ เพิ่มมูลค่าได้มหาศาล ใน 400,000 ตัน ของปลาเป็ดปลาไก่ที่จับ ครึ่งหนึ่งคือสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ถ้าเราปล่อยให้โต จะได้ลูกปลาจำนวน 200,000 ตันที่สามารถโตเต็มวัย เพิ่มมูลค่าได้อีก 100 เท่า เท่ากับจะกลายเป็น 20 ล้านตันที่จะเป็นปริมาณสัตว์น้ำเศรษฐกิจต่อไป นี่คือสิ่งที่เราสูญเสียไป เฉพาะปลาทูที่เราทำลายไป อาจมีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านบาท นี่คือเฉพาะปลาทูอย่างเดียว” นายวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าว

“ในวันนี้เครือข่ายประมงพื้นบ้าน ประจวบฯ ชาวประจวบฯทุกคน รวมถึงชาวไทย ได้รับรู้ถึงปัญหาและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาทะเลของไทย โดยร่วมกันตั้งกติกาทำประมงอย่างรับผิดชอบ และเป็นผู้บริโภคอย่างรับผิดชอบ และสร้างความอุดมสมบูรณ์ในบริเวณอ่าวน้อย อ่าวประจวบฯ อ่าวคั่นกระได ให้ทะเลของเราได้พักฟื้นจากการบุกรุกทำลาย และเกิดแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำบริเวณรั้วทะเล” อัญชลี พิพัฒนวัฒนากุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

กิจกรรมสร้างรักให้ทะเล สร้างรั้วให้ปลาชุม ในวันนี้คือความร่วมมือของชาวประจวบฯ รวมถึงอาสาสมัครผู้ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นจากอำเภอเมือง ปราณบุรี สามร้อยยอด และกุยบุรี น้องๆ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ด หัวหิน ทั้งชาวประมง และผู้บริโภคเองก็เริ่มตระหนักว่า หากยังคงสนับสนุนการประมงด้วยเครื่องมือแบบทำลายล้างต่อไป อาจเป็นดังที่ นายปิยะ เทศแย้ม กล่าวว่า “หากเรายังคงทำประมงเช่นนี้ต่อไป เราคาดว่าอีกสิบปีทะเลจะเหลือแต่น้ำ” การมาร่วมกันสร้างกระแสและจิตสำนึกในครั้งนี้ เรามาร่วมกันรณรงค์ พร้อมกับความหวังที่ก่อตัวในท้องทะเลในรูปแบบของรั้วทะเลและบ้านปลา ที่พร้อมจะประกาศกฎกติกาชุมชนของการใช้ทรัพยากรทางทะเลร่วมกันอย่างยั่งยืน