น้อยคนนักที่จะทราบว่าวันที่ 5 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ววันเดียวกันนี้องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ยังเลือกประกาศให้เป็น “วันดินโลก” (World Soil Day) อีกด้วย ที่น่าเศร้าใจคือนอกจากเราจะไม่รู้จักวันที่น่าภูมิใจนี้แล้วหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ในบ้านเรายังคงถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่แทบจะไม่มีคนไทยทราบว่าองค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติได้มีมติสนับสนุนและร่วมกันผลักดันให้มีการจัดตั้ง "วันดินโลก" (World Soil Day) ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนายฮิโรยูกิ โคนุมะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการและตัวแทนประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิคขององค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ(FAO’s Assistant Director-General and Regional Representative for Asia and the Pacific, Hiroyuki Konuma) ได้กล่าวถึงพระบาทสมเด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “...พวกเราทราบซึ้งถึงพระอุตสาหะอันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในพระราชกรณียกิจที่เกียวกับดิน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในระดับประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในระดับสากลด้วย...” นายฮิโรยูกิยังกล่าวด้วยว่า “...ความรักต่อดินและปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ถูกให้ความสำคัญด้วยการเฉลิมฉลองในวันดินโลกซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว...” นอกจากนั้น FAO ยังประกาศให้ปี 2558 เป็นปีดินสากลอีกด้วย

วันดินโลกยกย่องความสำคัญของดินในฐานะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศ และเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของมนุษย์เนื่องจากความสำคัญต่ออาหาร น้ำ ความมั่นคงทางพลังงาน และยังเป็นตัวช่วยบรรเทาความสูญเสียทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ดินเป็นหนึ่งในแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติที่สำคัญ) วันนี้ได้รับการยกย่องเป็นอย่างยิ่งจากเครือข่ายที่มีนักวิทยาศาสตร์ด้านดินกว่า 60,000 คนทั่วโลกที่ทำการค้นคว้าและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับดิน กิจกรรมจำนวนมากได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับการรับรู้ของสาธารณชนและบทบาทของดินต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม


เพื่อเฉลิมฉลองวันดินโลกและรำลึงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในด้านการอนุรักษ์และพัฒนาดิน ขอเชิญทุกท่านมาทำความรู้จักกับแนวพระราชดำริเกี่ยวกับดิน และโครงการในพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกันเถิด

โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา
โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย จังหวัดเพชรบุรี
โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่
โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว จังหวัดลำพูน

โครงการศึกษาฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม จังหวัดราชบุรี
โครงการทดลองแก้ปัญหาดินเปรี้ยว จังหวัดนครนายก
โครงการหญ้าแฝก
โครงการแกล้งดิน

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่คนไทยน้อยคนนักที่จะทราบถึงวันสำคัญอันน่าภูมิในนี้ แต่ที่น่าเศร้าที่สุดคือเรายังคงเดินหน้าทำลายดินอย่างไร้สำนึกด้วยการเผาถางป่าไม้ต้นน้ำลำธารเพื่อปลูกพืชอาหารสัตว์เพื่อจำหน่ายให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ จนทำให้หน้าดินพังทลายและพื้นที่ต้นน้ำลำธารได้รับความเสียหาย ส่งผลให้เกิดภัยแล้งอย่างมากในปัจจุบัน นี่ยังไม่รวมถึงการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานเช่น มันสำปะหลังที่ทำให้หน้าดินเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงชี้แนะทางออกให้กับปัญหานี้ด้วยแนวทางการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยมีความพอเพียงเป็นศูนย์กลางแทนที่จะเป็นผลประโยชน์ทางการเงิน แนวทางนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “โคกหนองนาโมเดล” ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญโดยย่อดังนี้

1

ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง: แนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ที่เกื้อกูลต่อความต้องการด้านเศรษฐกิจและสังคม

  1. ประโยชน์พออยู่ – การปลูกไม้เนื้อแข็งอายุยืนเพื่อใช้สร้างที่พักอาศัยและเครื่องเรือนรวมทั้งยังสามารถรักษาไว้เป็นทรัพย์สินในอนาคตได้ ไม้ในกลุ่มนี้ได้แก่ ตะเคียนทอง ยางนา แดง สัก พะยูง ฯลฯ
  2. ประโยชน์พอกิน – การปลูกต้นไม้ที่ใช้เป็นอาหารหรือใช้เป็นสมุนไพรได้ เช่น แค มะรุม สะตอ ผักหวาน กล้วย ฯลฯ
  3. ประโยชน์พอใช้ – การปลูกพืชโตเร็วเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น เผาถ่าน ทำหัตถกรรม ป้องกันลม ไม้ในกลุ่มนี้ได้แก่ ไผ่ กระถินเทพ หวาย มะคำดีควาย ฯลฯ
  4. ประโยชน์พอร่มเย็น – การปลูกป่าเพื่อประโยชน์ทั้งสามอย่างจะนำไปสู่ความร่มเย็นและระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้น

3

การปลูกป่า 5 ระดับ:  แนวทางการปลูกพืชอย่างผสมผสานเพื่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพรวมถึงประโยชน์สูงสุดจากการใช้พื้นที่และแสงอาทิตย์   

  1. ไม้สูง – ไม้ลำต้นสูงใหญ่และอายุยืน เช่น ยางนา ตะเคียน พะยูง
  2. ไม้กลาง – ไม้ลำต้นไม่สูงนักเช่นไม้ผลอาทิ มะม่วง ขนุน มังคุด กระท้อน ไผ่
  3. ไม้เตี้ย – ต้นไม้พุ่มเตี้ย เช่น พริก มะเขือ กระเพราะ ผักหวานบ้าน เหรียง
  4. ไม้เรี่ยดิน – พืชตระกูลไม้เลื้อย เช่น พริกไท รางจืด
  5. ไม้หัวใต้ดิน – พืชจำพวก ขิง ข่า มัน บุก

2 - 4 - 5

นำดินจากการขุดหนองมาถมทำโคกเพื่อให้น้ำท่วมไม่ถึง บริเวณนี้เหมาะแก่การพักอาศัย ปลูกผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์ด้วย ควรปลูกแฝกซึ่งมีรากยาวถึง 3 เมตรในพื้นที่ลาดและบริเวณรอบหนองน้ำเพื่อช่วยยึดหน้าดินและชะลอการไหลของน้ำผิวดินซึ่งจะช่วยให้ดินสามารถกักเก็บน้ำได้มากขึ้น

6

หนองน้ำช่วยให้เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปี น้ำที่เก็บไว้จะซึมลงไปใต้ผิวดินช่วยให้มีแหล่งน้ำดื่มที่จะอาดแม้ในฤดูแล้ง ประเมินว่าหากเกษตรกร 1 ล้านครอบครัวขุดหนองน้ำขนาด 10,000 ลูกบาศก์เมตรจะสามารถเก็บน้ำได้มากกว่าเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้โดยไม่ต้องสูญเสียพื้นที่ป่า

นอกจากแฝกแล้วควรปลูกพืชตระกูลถั่วที่ใบร่วงมาก เช่น จามจุรีและทองหลางรอบหนองน้ำเพื่อตรึงไนโตรเจนลงดิน ใบไม้ที่ร่วงลงพื้นจะช่วยควบคุมวัชพืชและคลุมหน้าดินให้มีความชุ่มชื้น ส่วนใบไม้ที่ร่วงลงน้ำจะช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและจุลินทรีย์ให้กับน้ำที่จะนำมาใช้เลี้ยงพืช

7 - 8

คันนาที่สูงและกว้างจะสามารถเก็บได้ทั้งน้ำและปลา อีกทั้งยังสามารถปลูกพืชบนคันนาได้อีกด้วย

ควรปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้านเนื่องจากเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่สุด การปลูกข้าวโดยไม่ใช้สารเคมีจะทำให้ต้นข้าวมีรากที่ยาวและแข็งแรงเพราะจะต้องหาอาหารด้วยตนเอง จึงทนต่อความแห้งแล้งและสามารถหาอาหารได้ดีกว่า ควรปลูกพืชหมุนเวียนและเลี้ยงแหนแดงเพื่อเพิ่มธาตุอาหารในนา

(ความหมายของแถบด้านล่าง)

สัดส่วนการจัดสรรพื้นที่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง คือ ปลูกพืช 3 ส่วน, ที่อยู่อาศัย ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ 1 ส่วน, สระน้ำ 3 ส่วน และนาข้าว 3 ส่วน สามารถปรับใช้ตามความเหมาะสม

“อันที่จริงเราชื่อ “ภูมิพล” ที่แปลว่า “กำลังของแผ่นดิน” แม่ก็อยากให้เธออยู่กับดิน เมื่อฟังคำพูดแล้วกลับมาคิด ซึ่งแม่คงจะสอนเราและมีจุดมุ่งหมายว่าอยากให้ติดดินและอยากให้ทำงานให้แก่ประชาชน” พระราชดำรัสของในหลวงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพ่อของแผ่นดินของชาวไทยทุกคน และเป็นสิ่งที่ชาวไทยทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของผืนดินของไทย และรักษาอุดมสมบูรณ์นี้ไว้เพื่อความมั่นคงทางอาหารของไทย

ทรงพระเจริญ


 

ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่