การเผาป่าในภาคเหนือยังคงรุนแรง  ขณะที่คำขวัญในวันคุ้มครองโลกปีนี้คือ ต้นไม้เพื่อโลก ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องหยุดการเกษตรแบบอุตสาหกรรม ก่อนที่เราจะไม่เหลือป่าไว้ให้เผาอีกต่อไป

ภาพโดย วัชรพล แดงสุภาภาพโดย วัชรพล แดงสุภา

วันที่ 22 เมษายน ของทุกปีถือเป็นวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day คำขวัญประจำปีนี้คือ “Trees for the Earth” หรือ “ต้นไม้เพื่อโลก” ทาง Earth Day Network ได้ตั้งเป้าที่จะปลูกต้นไม้ให้ได้ 7.8 พันล้านต้นทั่วโลกภายในปี 2563 ในขณะที่หลายประเทศในโลกกำลังให้ความสนใจกับกิจกรรมปลูกต้นไม้ ผืนป่าที่เหลืออยู่ไม่มากในประเทศไทยก็กำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากการรุกพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่การเกษตร

ฤดูฝนใกล้เข้ามาแล้วแต่การเผาป่าเพื่อทำพื้นที่เกษตรแบบอุตสาหกรรมทางภาคเหนือยังคงไม่มีท่าทีว่าจะลดลง แม้จะยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มายืนยันแต่จากภาพที่เห็นและคำบอกเล่าจากมิตรสหายจากภาคเหนือก็มากพอที่จะกล่าวได้ว่าวิกฤตไฟป่าและหมอกควันในปีนี้ร้ายกาจและรุนแรงกว่าในอดีตที่ผ่านมา

เผาทำไม?

การเผาคือการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกที่ง่ายและถูกที่สุด โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อนมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ การเผานั้นทำเพื่อเตรียมพื้นที่การเกษตรเดิมและเปิดพื้นที่ใหม่ ในแต่ละปีจะมีการรุกพื้นที่ป่าเพื่อขยายพื้นที่การเกษตรอย่างไม่รู้จบ การเพาะปลูกจะเป็นไปตามแนวทางของระบบเกษตรอุตสาหกรรม โดยจะ “กำจัด” สิ่งที่ไม่ต้องการออกไปทำให้แปลงเพาะปลูกเตียนโล่งเพื่อให้เครื่องจักรการเกษตรสามารถทำงานได้อย่างสะดวก ทำให้การเพาะปลูกจึงกลายเป็นสาเหตุสำคัญของการทำลายป่า เกษตรกรไม่ได้ปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์แต่ปลูกพืชเพื่อส่งให้กับผู้รับซื้อเพื่อส่งต่อให้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมนี้เองที่เป็นผู้สร้างแรงจูงใจในการเผาป่าเพื่อปลูกข้าวโพดให้กับพวกเขา

แต่เราไม่จำเป็นต้องเผาป่าเพื่อเพาะปลูก

การเพาะปลูกเป็นปัจจัยสำคัญในการหล่อเลี้ยงสังคมมนุษย์ แต่การเพาะปลูกจำเป็นจะต้องเริ่มต้นและจบลงด้วยการเผาเพียงเท่านั้นหรือ การเกษตรที่ให้ผลผลิตสูงไม่ได้มีอยู่เพียงรูปแบบเดียว มีตัวอย่างแนวทางการเกษตรที่ให้ความเคารพต่อธรรมชาติอยู่มาก เรากลับไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร การเกษตรในลักษณะนี้มีต้นทุนต่ำ (ทั้งในเชิงการเงิน และสิ่งแวดล้อม) ในขณะที่ให้ผลผลิตได้มาก หนึ่งแนวทางนั้นคือ “กสิกรรมธรรมชาติ” ที่ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เกษตรกรและนักปราชญ์ได้พัฒนาขึ้น เขาให้ความเคารพกับการเกื้อกูลของระบบนิเวศและพยายามลดการเข้าไปแทรกแทรงกิจกรรมทางธรรมชาติให้น้อยที่สุด เขาไม่แม้แต่จะไถพรวนดิด กำจัดวัชพืช และไม่ทำการเผา

“...เมื่อดินถูกเผาจนอินทรียวัตถุและจุลินทรีย์หมดไป การใช้ปุ๋ยก็จะกลายเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าใช้ปุ๋ยเคมีต้นข้าวจะโตไวและสูง แต่วัชพืชก็จะเจริญเติบโตเช่นเดียวกันด้วย ยากำจัดวัชพืชก็ต้องถูกนำมาใช้ และคนก็จะคิดว่ามันมีประโยชน์...” ฟูกูโอกะ กล่าวไว้ในหนังสือเรื่องการปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว

แนวทางการเกษตรอันยั่งยืนที่ไม่สนับสนุนการเผายังมีอีกมาก เช่น การเกษตรเชิงนิเวศ วนเกษตร การเกษตรยั่งยืน Permaculture และการเกษตรทฤษฏีใหม่ ฯลฯ แต่แนวทางเช่นนี้กลับไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร วิกฤตไฟป่าและหมอกควันที่กำลังเกิดขึ้นได้บอกให้เรารู้ว่าการเกษตรเชิงอุตสาหกรรมได้ทำร้ายโลกของเรามากถึงเพียงไหน และถึงเวลาแล้วที่การเกษตรอุตสาหกรรมควรหมดไปจากโลกใบนี้เสียที

วันคุ้มครองโลกปีนี้ รักษ์โลกของเราอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนการเกษตรเชิงนิเวศ คืนฟ้าใสอากาศดีๆ สู่เมืองเหนือของเรา

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเกษตรเชิงนิเวศหรือวนเกษตร เพื่อการแก้ปัญหาการขยายพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ได้ที่นี่