แม้ว่าไฟป่าเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงหน้าแล้ง แต่เพราะเหตุใดจึงเกิดไฟป่าขึ้นพร้อมกันในหลายจังหวัดของภาคเหนือทันทีที่วันประกาศห้ามเผาสิ้นสุดลง (16 ก.พ.-15 เม.ย.) จนนำไปสู่ปัญหาวิกฤตหมอกควันที่กำลังคามผู้คนอย่างหนัก

ภาพโดย วัชรพล แดงสุภา

ภาพโดย วัชรพล แดงสุภา

ไม่กี่วันหลังจากที่ปัญหาเข้าขั้นวิกฤต กรีนพีซได้ลงพื้นที่เพื่อเข้าไปสังเกตการณ์ปัญหาหมอกควัน มองจากหน้าต่างเครื่องบินพวกเรามองเห็นภาพลาง ๆ ของเมืองเชียงใหม่ที่อยู่ภายใต้หมอกควันสีเทาเข้ม กลิ่นไหม้ ๆ จากขี้เถ้าและควันไม้เข้ามาทักทายจมูกพวกเราทันทีที่ก้าวออกจากประตูสนามบิน

ไฟจากสวนสู่ฟากฟ้า

พวกเราเริ่มต้นสำรวจพื้นที่ในอำเภอสะเมิงเนื่องจากได้ข้อมูลว่ามีการเผาเกิดขึ้นที่นั่น เมื่อเข้าไปถึงสิ่งที่เราเห็นคือคนกลุ่มหนึ่งกำลังเผาวัชพืชในแปลงเพาะปลูก การเผาเริ่มจากแนวเล็ก ๆ ก่อนขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ไฟได้ลุกลามไปเรื่อย ๆ จนทำให้เกิดหมอกควันปกคลุมทั้งพื้นที่ ไฟยังคงขยายตัวออกไปไม่หยุดจนเหมือนว่าจะเกินอาณาเขตที่พวกเขาตั้งใจไว้ทำให้พวกเขาต้องเรียกคนมาช่วยกันควบคุมสถานการณ์ด้วยการใช้สายยางฉีดน้ำเพื่อกันไม่ให้ไฟลามออกมานอกพื้นที่ หลังจากการต่อสู้พักใหญ่เปลวไฟก็มอดลง การเผาเพื่อการเกษตรในลักษณะนี้พบได้ทั่วไปใบพื้นที่การเกษตรเชิงเดี่ยวของภาคเหนือ ซึ่งการเกษตรในลักษณะนี้จะเน้นการปลูกพืชเพียงชนิดเดียวและจะกำจัดพืชชนิดอื่นที่ไม่ต้องการออกไปโดยไม่คำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพและการเกื้อกูลกันตามธรรมชาติ วิธีการกำจัดวัชพืชที่ง่ายและถูกที่สุดคือการเผาไฟ อย่างไรก็ตามวิธีนี้ควบคุมได้ยาก มีความเสี่ยง และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมมาก 

ไฟจากป่าสู่เมือง

ต่อมาเราได้เดินทางไปยังอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการปลูกข้าวโพด เราได้พบหมอกควันที่เกิดขึ้นจากพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ป่าหลายแห่ง พวกเราตัดสินใจเบี่ยงรถออกนอกเส้นทางเพื่อไปสำรวจที่จุดเกิดไฟป่าโดยมุ่งหน้าไปที่ควันไปที่กำลังพวยพุ่ง ถนนมาสิ้นสุดลงที่หน่วยจัดการต้นน้ำขุนวาง หน่วยย่อยที่ 1 จากนั้นพวกเราจึงลงจากรถและเดินเท้าผ่านป่าสนตามแนวกันไฟ โดยมุ่งหน้าไปที่ควันที่กำลังพุ่งขึ้นมาพร้อมกับเสียงประทุที่น่าจะอยู่ไม่ไกล เสียงไฟป่าดังขึ้นเรื่อย ๆ และทันใดพวกเราก็ได้เผชิญหน้ากับไฟป่าที่กำลังลามขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากตีนเขาขึ้นมายังป่าสนด้านบน เมื่อไฟลามมาถึงแนวกันไฟ ไฟได้เปลี่ยนทิศทางและลามออกสู่ด้านข้างตามแนวกันไฟที่เจ้าหน้าที่ได้เตรียมไว้ ไฟขยายออกไปด้านข้างประมาณ 100 เมตร และเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนท้องฟ้าในบริเวณนั้นกลายเป็นสีเทาปนส้ม พวกเราจึงวิ่งออกมาตั้งหลักเพื่อหาทางติดต่อเจ้าหน้าที่

คลิปโดย กานต์ วรรธนะพินทุ

ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของอุทยานได้วิ่งสวนเข้ามา พวกเขาใช้คราดและกิ่งไม้อย่างชำนาญเพื่อขยายพื้นที่แนวกันไฟซึ่งจะควบคุมไม่ให้ไฟป่าจากด้านล่างลามขึ้นมาได้

เจ้าหน้าที่ใช้มีดพร้าตัดกิ่งไม้อย่างรวดเร็วและส่งให้พวกเราใช้ตบไฟที่กำลังจะข้ามไปอีกฟาก  พวกเราช่วยเจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ไฟอยู่สักพัก จนกระทั่งไฟป่าซาลงจึงเดินทางออกจากพื้นที่และไปสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวโพดในอำเภอแม่แจ่ม ระหว่างทางพวกเราได้พูดคุยกับพี่น้องชาวเขา ซึ่งพบว่ามีปัญหาสุขภาพอย่างมาก เนื่องจากต้องทำงานกลางแจ้งแม้จะมีหมอกควัน บ้างก็มีแผลไฟไหม้จากการดับไฟ

ไฟในลักษณะเดียวกันปรากฏขึ้นนับไม่ถ้วนระหว่างการสำรวจในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นไฟที่มาจากป่าหรือว่าไฟที่มาจากไร่ข้าวโพด หลายปีที่ผ่านมาหมอกควันจำนวนมากจากพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรนอกเมืองได้กลายเป็นปัญหาคุกคามทุกลมหายใจของคนในพื้นที่

เสียงจากคนใต้ลม ผลกระทบทางสุขภาพจากหมอกควันมลพิษ

กลับมาที่เมืองเชียงใหม่อีกครั้ง ครอบครัวของ คุณพิชามาศ โครลว์ ซึ่งมีทั้งเด็กเล็กและเด็กทารกก็เป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่กำลังเผชิญหน้ากับภัยเงียบจากหมอกควัน

“เห็นว่าลูกป่วยบ่อย ตอนแรกคิดว่าติดมาจากเพื่อน ซักพักจึงรู้ว่าไม่ใช่ ลูกป่วยเพราะอากาศไม่สะอาด” คุณแม่ลูกสองกล่าว ครอบครัวนี้ย้ายมาอยู่เชียงใหม่เนื่องจากชอบมาเที่ยวที่นี่จนตกหลุมรักและรู้สึกว่าคนเชียงใหม่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมากกว่าที่อื่น แต่วันนี้เชียงใหม่นั้นไม่บริสุทธิ์อย่างที่เคย หลายครั้งที่เธอพบว่าลูกตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการเจ็บคอ คุณฮิวจ์สามีของเล่าว่า “ตั้งแต่หลังสงกรานต์เป็นต้นมาอากาศที่นี่แย่มาก ควันมาจากทางดอยสุเทพ เมื่อก่อนพวกเราออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านด้วยกันบ่อย ก่อนที่จะมีหมอกควันผมชอบออกไปเดินเล่นนอกบ้านและจะประชุมงานทางโทรศัพท์ไปด้วย แต่ทุกวันนี้ไม่อยากออกไปข้างนอกเหมือนเมื่อก่อน ต้องเปิดแอร์เกือบทั้งวัน ทั้ง ๆ ที่แค่เพียง 6 อาทิตย์ก่อนพวกเราแทบจะไม่ต้องเปิดแอร์เลย”

“...หมอกควันยังทำให้พวกเราต้องไปโรงพยาบาลบ่อยมาก ช่วงนี้พวกเราแทบจะเข้าโรงพยาบาลกันวันเว้นวัน เพราะแทบทุกวันจะมีใครสักคนในบ้านที่ป่วย นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย และมันก็มีค่าใช้จ่ายมากด้วย แต่อีกไม่นานฝนก็จะมาแล้วคนก็จะลืมเรื่องนี้ พวกเราจะต้องทำอะไรสักอย่าง... ฮิวจ์กล่าวเสริม

นี่เป็นเพียงเสียงหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ ยังมีคนอีกนับล้านที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ นี่คือวิกฤตทางสุขภาพที่เรากำลังเผชิญ และถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐจะต้องกำหนดนโยบายที่เข้มแข็งมีประสิทธิภาพเพื่อปกป้องชีวิตผู้คนจากมลพิษทางอากาศ

อย่าให้ควันสลายไปโดยไม่มีการจัดการใด ๆ อย่างยั่งยืน‪ ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คณะกรรมการควบคุมมลพิษและคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติปกป้องเราจากมลพิษทางอากาศ ที่นี่ #‎RighttoCleanAir

วัชรพล แดงสุภา ผู้ประสานงานด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ