โครงการเขื่อนขนาดยักษ์ในผืนป่าอะเมซอนจะไม่เพียงทำลายบ้านของชนพื้นเมืองมูนดูรูกุ สัตว์นานาชนิด และความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำและป่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างชื่อเสียงที่ไม่ดีต่อบริษัทอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการทำเขื่อนขนาดยักษ์นี้

เมื่อเดือนเมษายน 2559 บรรดาผู้นำชนพื้นเมืองมูนดูรูกุ (Munduruku) และนักกิจกรรมได้เดินทางจากอะเมซอนในบราซิลไปเข้าร่วมการประชุมใหญ่ประจำปีของบริษัทเจนเนอรัล อิเลคทริค (จีอี) เพื่อขอเรียกร้องให้ซีอีโอเจฟฟรีย์ อิมเมลท์ ยุติเจตนารมณ์ในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการเขื่อนยักษ์ “São Luiz do Tapajós - เอสแอลที” ที่อะเมซอน รวมทั้งโครงการเขื่อนอื่น

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นถึงการก่อสร้างขนาดมหึมาและการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง 
© ดาเนียล เบลทรา / กรีนพีซ

อ่านรายงานล่าสุดของกรีนพีซเรื่อง การสร้างเขื่อนในอะเมซอน: ธุรกิจพลังงานน้ำที่สุ่มเสี่ยงในอะเมซอน

จีอีมีพันธกิจที่รับรู้กันทั่วไปในการปกป้องสิทธิมนุษยชนและมุ่งสร้างความยั่งยืน แต่การเข้าครอบครองกิจการพลังงานน้ำของอัลสตอม (Alstom) เมื่อไม่นานมานี้ถือเป็นการขัดต่อหลักการดังกล่าว ประวัติเสียของอัลสตอมรวมถึงการที่บริษัทเข้าไปมีส่วนกับโครงการเขื่อนยักษ์เบโล มอนตึ (Belo Monte) ซึ่งทำให้คนท้องถิ่นรวมทั้งชนพื้นเมืองต้องถูกบีบให้ย้ายถิ่น และก่อนหน้าการควบรวมกิจการก็มีข่าวว่าอัลสตอมเริ่มเจรจาที่จะให้การสนับสนุนโครงการเอสแอลที ซึ่งมีความเสี่ยงในลักษณะเดียวกันแล้วด้วย

การสืบสวนสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับข่าวลือเรื่องคอรัปชั่นในบราซิลขณะนี้ รวมถึงข่าวลือซึ่งนำไปสู่กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีรูเซฟนั้น แสดงให้เห็นว่ามีการคอรัปชั่นทำให้โครงการเบโล มอนตึได้รับการผลักดันจนบรรลุผล และมีแรงกดดันทางการเมืองที่ช่วยให้อัลสตอมได้สัญญาจัดหาเพลากังหัน ส่วนอัลสตอมเองก็มีประวัติคอรัปชั่นเช่นกัน—ในเดือนธันวาคม 2557 อัลสตอมถูกตัดสินให้มีความผิดในข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงานทั่วโลกเป็นเงินหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และถูกกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐสั่งปรับเป็นเงิน 772 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เรื่องอื้อฉาวอีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นในปี 2558 เมื่อศาลบราซิลสั่งอายัดทรัพย์สินของอัลสตอมมูลค่ากว่า 104 ล้านดอลลาร์สหรัฐในข้อกล่าวหาว่าอัสตอมจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เซาเปาโลเพื่อสร้างสถานีจ่ายไฟย่อย

ผู้สนใจสามารถอ่านเรื่องราวความเสี่ยงจากโครงการเอสแอลทีได้ในรายงานล่าสุดของกรีนพีซเรื่อง การสร้างเขื่อนในอะเมซอน: ธุรกิจพลังงานน้ำที่สุ่มเสี่ยงในอะเมซอน ที่รายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน การพลัดถิ่นของชนพื้นเมือง การทำลายป่าฝน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนานใหญ่ ซึ่งในหน้า 52 มีการกล่าวถึงบทบาทของจีอีไว้โดยเฉพาะ

สัปดาห์ที่แล้ว มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองแห่งชาติของบราซิล หรือ ฟูไน (FUNAI) ชี้ว่าพื้นที่ซึ่งจะถูกน้ำท่วมจากการดำเนินโครงการเอสแอลทีนั้นควรจะถูกยกให้เป็นเขตอนุรักษ์ชนพื้นเมือง ทำให้หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของบราซิล หรือ ไอบีเอเอ็มเอ ได้ระงับกระบวนการออกใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมไว้ก่อน อย่างไรก็ตามจีอียังไม่มีการยกเลิกโครงการแม้ว่าชนพื้นเมืองจะต้องถูกบีบให้ละถิ่นฐานก็ตาม

จีอีกำลังจะต้องตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้นำคนใหม่ของธุรกิจเขื่อนที่มีส่วนร่วมในโครงการอื้อฉาวนี้ แต่ในฐานะผู้ผลิตพลังงานลมที่ใหญ่ที่สุดในบราซิลอีกด้วย จีอีสามารถเลือกที่จะไม่สนับสนุนโครงการเขื่อนยักษ์ที่มีแต่หายนะและสิ้นเปลืองทั้งหลายเหล่านี้อีก โดยที่ยังคงมีส่วนร่วมผลักดันการเติบโตของตลาดพลังงานผสมผสานของบราซิลต่อไป



โดย ดาเนียล บรินดิส

ดาเนียลเป็นนักรณรงค์ปกป้องผืนป่าอาวุโสประจำอยู่ที่ซานฟรานซิสโก มีผลงาน อาทิเช่น อะเมซอน (The Amazon), แคเนเดียน บอเรียล (the Canadian Boreal), และโครงการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอย่างองค์การพิทักษ์ป่าไม้ (Forest Stewardship Council)


แปลโดย โชติมา ใช้เทียมวงศ์ อาสาสมัครกรีนพีซในโครงการแปลเปลี่ยนโลก