คนโดยมากมักไม่ทราบว่าการใช้สารเคมีสังเคราะห์กำจัดศัตรูพืชหลายร้อยชนิดในปริมาณหลายล้านตัน คือเบื้องหลังของอาหารที่ไม่น่าอภิรมย์ แต่รายงานของกรีนพีซเกี่ยวกับการรณรงค์ด้านอาหารฉบับนี้ Europe's Pesticide Addiction ได้เผยถึงภัยเสี่ยงที่อาจแฝงอยู่ในอาหารของเรา

ย้อนกลับไปกว่า 50 ปี เกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศแถบยุโรปมักดูแลพืชของพวกเขาด้วยสารกำจัดศัตรูพืชที่หลากหลาย แทนที่จะใช้สารเคมีชนิดเดียวอย่างหนักหน่วงเป็นที่พึ่งสุดท้ายเมื่อมีการระบาดของศัตรูพืช ผลที่ตามมาคือ สารเคมีจะถูกฉีดพ่นไปยังพืชอยู่ซ้ำ ๆ ตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ประมาณการณ์ว่าปริมาณการใช้สารกำจัดศัตรูพืชต่อการเพาะปลูกเพิ่มมากขึ้นทุกที่  ซึ่งรวมถึงที่ตลาดอันได้ชื่อว่า “มีคุณภาพ” ของยุโรป

ในปัจจุบันการพึ่งพาสารเคมีได้มาถึงจุดที่เกือบทุกระบบนิเวศบนโลกได้รับผลกระทบจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เป็นอันตราย

การใช้ยากำจัดวัชพืชอย่างไม่ลืมหูลืมตาของยุโรป แสดงให้เห็นถึงทั้งผลกระทบร้ายแรงต่อสภาพแวดล้อมและความเร่งรีบของการบังคับใช้กฎระเบียบที่ควรจะทำหน้าที่ควบคุมการใช้งาน สิ่งนี้เรียกร้องให้พวกเราทุกคนหาทางทำลายวงจรอุบาทว์ของการใช้สารกำจัดศัตรูพืชโดยเร็ว เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปสู่ระบบเกษตรกรรมเชิงนิเวศ ที่ปลอดสารเคมี และสามารถทำได้จริง

ทำไมการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้จึงมีความสำคัญ?

สิ่งหนึ่งที่รู้กันมาเป็นเวลานานคือการใช้สารเคมีในการเกษตรมีความเสี่ยงต่อสัตว์ป่าและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ สารกำจัดศัตรูพืชมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ – จากแหล่งข้อมูลของสหภาพยุโรป (วันที่ 9 ตุลาคม 2558) แสดงให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่าง ๆ ประมาณร้อยละ 24 กำลังถูกคุกคาม

ผลกระทบจากอาหารที่เรากินเป็นที่น่ากังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีผลเสียทางอ้อมที่เราไม่ค่อยได้พิจารณาจากการใช้สารกำจัดศัตรูพืช เช่น การตายของผึ้งและนกที่กินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่ได้รับพิษ ในความเป็นจริงแล้ว หนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ ความลึกลับซับซ้อนของห่วงโซ่อาหาร กล่าวคือผลกระทบในระยะยาวที่เกิดขึ้นกับสัตว์ที่อ่อนแอขึ้น ง่ายต่อการเกิดโรค หรือสืบพันธุ์ อันเป็นผลมาจากสารเคมีที่รบกวนการทำงานของร่างกาย

สิ่งที่จะเกิดต่อไปคือผลกระทบรองเหล่านี้จะส่งผลต่อทุกสิ่ง และจะกระจายออกไปทั้งระบบนิเวศ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เราคิดว่า “มีอยู่” ในธรรมชาติ แต่เกี่ยวโยงถึงการล่มสลายของห่วงโซ่อาหาร 

ท้ายที่สุดแล้ว ภัยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชนั้นกำลังคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การผสมเกสรดอกไม้ การควบคุมศัตรูพืชจากธรรมชาติ ความสะอาดของน้ำดื่ม การหมุนเวียนของสารอาหารและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ซึ่งกระทบต่อระบบนิเวศที่เคยทำงานอย่างเต็มที่และเต็มประสิทธิภาพ 

จุดนี้คุณเริ่มที่จะประหลาดใจกับกฎระเบียบที่มีชื่อเสียงของยุโรปที่พวกเราได้ยินกันมาตลอดใช่ไหม ว่ากฎระเบียบนั้นมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ในการประเมิน การอนุมัติ และการตรวจตรา ช่องว่างนั้นก็เหมือนความเชื่อมั่นในแบบจำลองที่ประเมินและทดสอบเฉพาะส่วนผสมที่ใช้ มากกว่าข้อมูลภาคสนามที่ทำการประเมินจากสูตรที่ใช้จริงในการปฏิบัติงาน และนี่คือความซับซ้อนที่ยิ่งใหญ่ แล้วใครกันเล่าที่ทำการทดสอบสารเคมีที่ออกมาสู่ตลาด ถ้าคุณทายว่าบริษัทสารเคมีที่ผลิตสินค้าขึ้นมา คุณทายถูกเลยล่ะ

แม้แต่สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ผ่านการตรวจตราและอนุมัติแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายอันร้ายแรงต่อระบบนิเวศ รวมถึงส่งผลต่อชีวิตของมนุษย์

เกษตรกรรมเชิงนิเวศจะทำให้เกิดความแตกต่างได้อย่างไร?

จากการรวมตัวของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่และนวัตกรรมที่เกี่ยวกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ เราสามารถปกป้องดิน น้ำ และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำหรับการผลิตอาหาร รวมถึงยังเป็นสิ่งที่เราแน่ใจว่าชุมชนเป็นเจ้าของอาหารและการเกษตร ไม่ใช่บริษัทข้ามชาติ กล่าวคือ ภาครัฐจะต้องปฏิบัติและเปลี่ยนแปลงด้านการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินไปยังเกษตรกรรมเชิงนิเวศ เพื่อสนองตอบความต้องการของประชาชนและเกษตรกร และเพื่ออาหารที่ดีต่อสุขภาพและการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์

Dr. Dirk Zimmermann เป็นนักรณรงค์เกี่ยวกับเกษตรยั่งยืนของกรีนพีซเยอรมัน


แปลโดย ชนนิกานต์ วาณิชยพงศ์ อาสาสมัครกรีนพีซ