ประเทศต่าง ๆ มากกว่า 165 ประเทศร่วมลงนามในข้อตกลงนานาชาติ - ความตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อปกป้องสภาพแวดล้อมของเรา การลงนามในครั้งนั้นนับเป็นการบันทึกข้อตกลงนานาชาติร่วมกัน ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณที่ดี หลังจากที่เรานิ่งนอนใจมาปีแล้วปีเล่า เพราะตอนนี้โลกของเราก็กำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุด

หลังจากที่ทำงานอย่างหนักมาเป็นเวลาหลายปี กรีนพีซกำลังพิจารณาข้อตกลงนี้เพื่อที่จะดำเนินการป้องกันวิกฤตที่จะเกิดขึ้นจากสภาพภูมิอากาศ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากคนทั่วโลกที่ลุกขึ้นสู้ ในปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีการประชุมด้านสภาพภูมิอากาศที่ปารีส คนราว 800,000 คนเดินขบวนเพื่อเรียกร้องสภาพภูมิอากาศที่ดีขึ้น

ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาวะโลกร้อนต่างลุกขึ้นและแสดงจุดยืนว่า โลกจะต้องถูกจำกัดไม่ให้ร้อนกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งนับว่าเป็นอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นได้สูงสุดโดยไม่เกิดผลกระทบต่อประเทศในแปซิฟิกและประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจน ในขณะเดียวกันภาคธุรกิจหลายแห่งแสดงให้เห็นแล้วว่า การใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในอนาคตมีความเป็นไปได้ โดยที่ภาคธุรกิจเหล่านี้ตกลงจะหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน 100% กัน

การกดดันร่วมกันในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดข้อตกลงที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่ายุคของเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังจะจบลง ข้อตกลงนี้บังคับเราให้ควบคุมอุณหภูมิเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทั้งหน่วยงานรัฐบาลและเอกชนต้องปฏิบัติตาม

ท้ายที่สุดแล้ว ความร่วมมือกันและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจะทำให้เรายังคงปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสไว้ได้ เพื่อรักษาโลกของเราให้เป็นที่ที่มนุษย์สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันมากกว่าที่จะต่อสู้แก่งแย่งกัน ข้อตกลงปารีสต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีเพื่อไปสู่โลกที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% โดยรากฐานได้ถูกวางไว้แล้วเพื่อให้ลงมือทำจริง ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ แม้ว่าในปี 2558 มีการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าใหม่ถึงร้อยละ 90 แต่หนทางนี้ก็ยังอีกยาวไกล

ในฐานะผู้อำนวยการบริหารกรีนพีซสากล เราเห็นว่าสิ่งที่ต้องทำคือการขับเคลื่อนการปฏิวัติในสิ่งที่มนุษย์ปฏิบัติต่อธรรมชาติ และเราเชื่อว่าเราต้องการการปฏิวัติ ซึ่งไม่ใช่แค่ด้านเทคโนโลยีแต่รวมไปถึงด้านทัศนคติและการใช้ชีวิตด้วย

 

เราทุกคนมีเครื่องมือ นั่นก็คือความสามารถและความรู้ที่จะช่วยกันสร้างโลกที่ยั่งยืน คนทั่วโลกกำลังรณรงค์ให้เกิดเศรษฐกิจที่เป็นธรรมโดยคำนึงถึงขีดจำกัดของสิ่งแวดล้อมด้วย เรากำลังมุ่งมั่นทำงานเพื่อลดการใช้ถ่านหินในจีน เรากำลังต่อสู้เพื่อรักษาป่าฝนอเมซอนเพื่อคนท้องถิ่น และเพื่อปกป้องอาร์กติก ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องปรับอากาศของโลกใบนี้ ในขณะที่โลกร้อนขึ้น เราจะต้องเปลี่ยนไปสู่การทำเกษตรเชิงนิเวศแทน และเร่งจัดตั้งเขตอนุรักษ์มหาสมุทร เพื่อที่ว่าชีวิตต่าง ๆ ในมหาสมุทรจะสามารถฟื้นตัวจากความเสียหายอันเนื่องมาจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น การประมงเกินขนาด และมลภาวะได้

ปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้รับการแก้ไขรวดเร็วเพียงพอ เนื่องจากยังมีคนที่ได้รับผลประโยชน์จากการ กระทำที่ทำลายสภาพแวดล้อมอยู่ คนและบริษัทที่มีอิทธิพลที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำร้ายโลกของเราเหล่านี้ยังมีอยู่อีกมาก

ถึงเวลาแล้วที่การทำลายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวจะจบสิ้นลง การใช้เรือใหญ่ออกประมงโดยอาศัยโอกาสจากการที่น้ำแข็งอาร์กติกละลายหายไป ไปจนถึงการที่บริษัทในยุโรปสนับสนุนการทำลายป่าอเมซอน ทำให้คนเริ่มไม่พอใจกับการที่รัฐบาลพูดเพียงแค่ว่าจะทำอะไรบางอย่างเพื่อจัดการกับปัญหา กลุ่มคนที่ไม่พอใจเหล่านี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นและกำลังจับตาดูว่ารัฐบาลจะทำตามคำพูดที่ให้ไว้หรือไม่ 

ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะแสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ได้อย่างเท่าเทียมกัน และมอบชีวิตที่ดีให้กับคนทุกคน เวลานี้เป็นเวลาที่มนุษย์จะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและร่วมมือกันที่จะรักษาโลกที่สวยงามใบนี้

ความคิดนี้เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงคิดว่ามันสำคัญ พวกเรากรีนพีซ ผู้ซึ่งคอยจับตาดูคนที่ก่อมลพิษ เห็นว่า แนวทางที่ใช้ความร่วมมือกันมากขึ้นนั้นจะช่วยทำให้ประสบผลสำเร็จ เราเป็นผู้อำนวยการบริหารรายแรกของกรีนพีซสากลที่แชร์โพสต์นี้ สิ่งที่เราทำไม่ใช่เพียงแค่แบ่งเบางานจากคนอื่นและเรียนรู้จากกันและกันเท่านั้น แต่เพราะเราต้องการแสดงให้เห็นว่า การร่วมมือกันนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่แท้จริง ถ้าเราสองคนนำสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากอีกฝ่าย เราจะทำให้องค์กรเราดีขึ้น ถ้าเราทุกคนนำสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากมวลมนุษยชาติ เราจะทำให้โลกของเราดีขึ้น

ดังนั้นเรายินดีที่คนทั้งโลกมารวมกันเพื่อที่จะพูดว่า “เราจะแก้ปัญหาสภาพแวดล้อมที่เร่งด่วนนี้” เราได้รับกำลังใจจากคำตอบรับต่อการแก้ปัญหาในครั้งนี้เป็นอย่างมาก และด้วยความร่วมมือกันของเราและท่าน เรามุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นใจว่า นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ที่แท้จริง จุดเริ่มต้นของยุคของพลังงานทดแทนที่เกิดขึ้นจากความเชื่อมั่นและการร่วมมือกัน

การร่วมมือกันจะทำให้เรามั่นใจได้ว่า ธุรกิจและนักลงทุนทั้งหลายที่สนใจเพียงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าคำนึงถึงคนในสังคมและโลกของเรา จะพบว่าตัวเองมาผิดทาง พวกเราสามารถแสดงให้เห็นว่ายังมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า ซึ่งก็คือทางที่นึกถึงตัวเองน้อยกว่าและดีต่อสังคมของเรามากกว่า

เราหวังว่าจะได้เจอกันระหว่างการเดินทางนี้ และเดินทางไปด้วยกันนับจากนี้ต่อไป

เขียนโดย เจนิเฟอร์ มอร์แกน และบันนี แมคดิอาร์มิด เป็นผู้อำนวยการบริหารของกรีนพีซสากล

แปลโดย วรานุช ทนุบำรุงสุข อาสาสมัครกรีนพีซในโครงการแปลเปลี่ยนโลก


 ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่