ลองคิดภาพตามดูนะ..

“ซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนจะเคลื่อนตัวผ่านประเทศฟิลิปปินส์ในสุดสัปดาห์นี้ พร้อมกับลมแรงถึง 200 ไมล์ต่อชั่วโมง...” ABC World News กล่าว


คู่สามีภรรยาสูงวัยเดินผ่านเศษซากที่โดนพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนทำให้เสียหาย ในเมืองทาโคลบัน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2556 ฉันตื่นขึ้นมาพบกับเสียงดนตรีของ The Beatles จากวิทยุเหมือนอย่างทุกวัน พ่อแม่ของฉันที่อายุ 60 ปี เป็นแฟนคลับตัวยง โดยเฉพาะคนแม่ เธอชื่อเทลม่า ฉันเดินออกจากห้องไปที่โต๊ะกินข้าว และเจอซีซ่าร์ พ่อของฉัน เขานั่งดื่มกาแฟ พร้อมกับพูดคุยเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองต่างๆกับจูเลียส พี่ชายของฉัน ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นทนาย การพูดคุยนั้นเลยกลายเป็นการโต้วาที และคนๆเดียวที่สามารถทำให้สถานการณ์เย็นลงได้ คือหลานของฉันที่ชื่อทารินกำลังนั่งกินมื้อเช้า ที่มีทั้งไข่ กล้วยหอม และมันหวานกับเนยถั่วที่พ่อของเขาหรือพี่ชายคนโตของฉัน โจนาส เตรียมไว้ให้อย่างใจเย็น

ฉันเดินไปที่ครัว เจอแม่ที่กำลังทำ champorado (ข้าวผสมโกโก้) และเต้นไปกันเสียงเพลง The Beatles ในขณะเดียวกัน แม่หันมามองฉัน พร้อมกับรอยยิ้มของเธอ และพูดว่า “อรุณสวัสดิ์เด็กน้อย!” ใช่ ฉันยังคงเป็นเด็กน้อยสำหรับเธอทั้งๆที่อายุ 22 แล้ว ฉันกอดแม่จากข้างหลังและเราเต้นไปด้วยกัน โดยมีจีโอ ที่เป็นพี่สะใภ้ของฉัน ยื่นเฟรนชโทส ที่เธอทำให้กิน มันเป็นเช้าวันพฤหัสธรรมดาๆที่มีความสุขสำหรับครอบครัวเรา

ภายนอกศาลากลางจังหวัด ทาโคลบัน หลังจากโดนพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนโจมตีเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2556

แล้วมาลองนึกดูอีกทีนะ...

สองวันต่อมา ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงหมาหอนแปลกๆ สักพักเสียงนั้นถึงหยุดไป ฉันถูกล้อมรอบไปด้วยความเงียบสงัด ฉันลุกขึ้น มันทั้งมืด ทั้งหนาว และน่าหดหู่ ไม่มีมื้อเช้าบนโต๊ะ ไม่มีทาเทย์ (พ่อ) ไม่มีนาเนย์ (แม่) ไม่มีคูย่า ทาทา (พี่ชาย) และอาเทจีโอ (พี่สะใภ้) ไม่มีทาริน มีแค่ฉันกับพี่จูเลียส ทันใดนั้น ฉากอันน่าสะพรึงกลัวของวันที่ 8 พฤศจิกายน 2556 ก็ย้อนกลับเข้ามาในหัว

เมื่อลมและฝนหยุด คลื่นยักษ์ถอยห่างออกไป เมื่อพายุไต้ฝุ่นอ่อนแรงลง เหลือไว้แต่ซากปรักหักพังของเกาะเลย์เต ทุกคนคิดว่าหายนะได้ผ่านพ้นไปแล้ว โดยหารู้ไม่ว่าพายุและการต่อสู้ดิ้นรนของจริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจแจกจายน้ำดื่มในเมืองทาโคลบัน ประเทศฟิลิปปินส์

ฉันและพี่เดินไปบนถนนของทาโคลบัน เมื่อมองไปบนทิวเขาของเมือง ฉันประหลาดใจที่เห็นที่ๆเคยเขียวขจี กลายเป็นสีน้ำตาลหมองหม่น ไม่มีต้นไม้ต้นไหนเลยที่รอดจากพายุ ถนนกว่าครึ่งถูกตัดขาดโดยกองซากปรักหักพัง กลิ่นสาบจากศพลอยทั่วไปในอากาศของทาโคลบัน ซากศพทั้งของมนุษย์และสัตว์เกลื่อนไปทั่วเมือง ผู้คนเดินอย่างไร้ชีวิต ไร้จุดหมาย เหมือนผ้าถูกดึงออกจากใต้เมืองนี้ เหลือไว้แต่ความย่อยยับของจังหวัดเลย์เต ฉันแค่ต้องการจะกลับบ้าน ต้องการความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยของครอบครัวฉัน แต่คุณจะไปที่ไหนได้ล่ะ ในเมื่อบ้านของคุณถูกซัดไปแล้ว คุณจะทำอย่างไรเมื่อคนที่เป็นที่พึ่ง เป็นครอบครัว เป็นคนที่คุณรักมากที่สุด ได้จากไปแล้ว? คุณจะไปพึ่งใคร? คุณจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ในเมื่ออนาคตดูไม่มีความชัดเจนเลย?

เจ้าหน้าที่เก็บร่างผู้ตาย เหยื่อของพายุไต้ฝุ่น ใกล้กับศาลากลางทาโคลบัน

สามปี มันต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าคนๆหนึ่ง จะเดินหน้าต่อไปจากเหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้ได้? ฉันพูดขอโทษต่อคนหลายคนทุกๆครั้งที่ฉันกำลังจะร้องไห้ เพราะฉันรู้สึกว่าฉันก้าวข้ามมันไปได้แล้วหลังจากสามปีที่ผ่านมา แต่ความจริงคือ ฉันไม่เคยทำได้เลย ฉันจะทำได้อย่างไร ในเมื่อความทรงจำสุดท้ายที่ฉันมีต่อพ่อ คือตอนที่เขากำลังตะเกียกตะกายขึ้นมาบนผิวน้ำ พยายามจะหายใจเอาอากาศเข้าไปตอนน้ำท่วมจากพายุไห่เยี่ยนที่ไหลทะลักกำลังกลืนเขาลงไปใต้น้ำ ฉันจะทำได้อย่างไร ในเมื่อไม่ว่าเมื่อใดที่ฉันหลับตาลงตอนกลางคืน ฉันได้แต่คิดถึงแม่ที่ต้องจมน้ำไป เพราะลูกสาวของเธอช่วยไว้ไม่ได้ ฉันจะทำได้อย่างไรในเมื่อฉันทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพี่ชายและพี่สะใภ้ไม่ได้ ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อจะตามหาลูกชายของพวกเขา ฉันจะปล่อยความทรงจำเหล่านี้ไปได้อย่างไร ในเมื่อความคิดที่หลานฉันอาจจะยังมีชีวิตอยู่และต้องเผชิญโลกอยู่คนเดียว กำลังทำให้หัวใจฉันแตกสลาย ฉันจะมีแรงแค่พอที่จะตื่นมาตอนเช้าได้อย่างไร ทั้งๆที่รู้ว่าครอบครัวของฉันจะไม่มีทางสมบูรณ์อีกแล้ว

มีคนบอกว่าเวลาจะเยียวยาได้ แต่มันคงจะใช้ได้กับคนอื่น และไม่ใช่กับฉันแน่นอน เมื่อเวลาผ่านไป ความจริงที่ต้องอยู่โดยไม่มีคนที่เรารักที่สุดกลับยิ่งตอกย้ำคุณมากขึ้น ฉันเคยคิดว่าฉันจะชินกับการอ่านชื่อของพ่อแม่ ของพี่ชาย พี่สะใภ้ และหลานของฉันบนกระดาษรายชื่อสำหรับพิธีที่อุทิศให้เหล่าผู้เสียชีวิต ฉันเคยคิดว่าฉันจะชินกับการได้ยินชื่อของพวกเขาถูกขานขณะกำลังสวดมนต์ให้ผู้ตาย ฉันเคยคิดว่าฉันจะชินกับการเห็นชื่อของพวกเขาบนหลุมศพ ฉันเคยคิดว่ามันจะจางหายไปตามกาลเวลา แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น

ในวันก่อนครบรอบสามปี ซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ผู้คนจากทาโคลบันร่วมกันจุดเทียนเป็นข้อความว่า "Climate Justice" เพื่อระลึกถึงความเสียหายเมื่อสามปีก่อน

ตั้งแต่เมื่อปี 2556 เดือนพฤศจิกายนกลายเป็นเดือนที่น่าหดหู่ของพวกเราทุกคนที่อาศัยในเลย์เต ถึงแม้ว่าเราจะพยายามทำให้มันเป็นเหมือนการเฉลิมฉลองให้กับการมีชีวิตอยู่ เป็นการอุทิศให้กับโลกใบนี้ ปกปิดความเศร้าโศกต่างๆ ด้วยการป่าวประกาศการไว้อาลัยวันครบรอบเหตุการณ์ไห่เยี่ยน ผ่านแผ่นป้ายและวีดิโอต่างๆทั่วจังหวัด ความทรงจำเกี่ยวกับลมกรรโชกของพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่น คลื่นที่ไร้ความปราณี และฝนอันโหดร้าย ผุดขึ้นมาในสมอง และไม่ใช่ว่ามันเคยหายไป ในทุกๆวันนี้ความทรงจำกลับชัดเจนขึ้นกว่าเดิม มันช่วยไม่ได้ที่ฉันจะมองย้อนกลับไปและนึกถึงความแตกต่าง เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน ผ่านมาสามปีแล้ว ที่ฉันไม่มีทางเลือกอื่นจนต้องปล่อยร่างไร้วิญญาณของแม่ไปเพื่อให้ตัวเองได้มีชีวิตรอด บางครั้งฉันยังคงถามตัวเองว่าสิ่งที่ทำไปมันถูกแล้วใช่ไหม หรือมันคงจะดีกว่านี้ถ้าฉันปล่อยให้ตัวจมน้ำไปเสีย เพราะการมีชีวิตอยู่โดยไม่มีครอบครัวนั้นไม่มีความหมายเลย การเป็นคนที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเป็นสิ่งที่ยากเสมอ เมื่อคุณต้องเป็นแบกรับทุกคำถาม ทุกความเศร้าโศก ทุกความเจ็บปวด และความเสียใจ คุณต้องเผชิญกับความจริง ที่ไม่ว่าคุณจะทำอย่างไร มันก็ไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิม

ทำไมต้องเป็นครอบครัวของฉัน? ทำไมต้องเป็นฉัน? ฉันทำอะไรผิดถึงต้องเจอเรื่องแบบนี้? ฉันโทษตัวเองอยู่ตลอดอย่างช่วยไม่ได้ ถ้าฉันทำอะไรสักอย่างที่ต่างออกไป ครอบครัวของฉันอาจจะยังอยู่ และฉันจะได้ไม่มีคำถามที่ค้างคาเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัว  ฉันรู้ว่าไม่มีใครจะสามารถให้คำตอบที่ถูกต้องแก่ฉันได้ ฉันจะต้องตามหาคำตอบเหล่านั้นด้วยตัวฉันเอง

ในวันก่อนครบรอบสามปี ซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนผู้คนจากทาโคลบันร่วมกันจุดเทียนเป็นข้อความว่า "Climate Justice" เพื่อระลึกถึงความเสียหายเมื่อสามปีก่อน

หนึ่งปีหลังจากการโจมตีของไห่เยี่ยน เลย์เตกำลังเตรียมการป้องกันล่วงหน้าสำหรับการทำลายล้างอีกครั้ง จากซูเปอร์ไต้ฝุ่นฮากุปิต ฉันไม่สามารถอธิบายความเหนื่อยล้า ความสิ้นหวังขณะที่รอความหายนะที่จะเกิดขึ้นกับเมืองของฉัน แล้วฉันก็นึกขึ้นมา นี่คือทุกอย่างที่เราจะทำได้แล้วหรือ? แค่นั่งรอซูเปอร์ไต้ฝุ่นอีกลูกงั้นหรือ? เราจะแค่รอนับจำนวนผู้ตาย นับผู้บาดเจ็บ คนสูญหาย เท่านั้นหรือ? แล้วเราก็จะแค่รอความช่วยเหลือจากต่างประเทศทุกๆครั้งที่เราเจอมหันตภัยแบบนี้หรือ? เราแค่จะรอสร้างบ้านใหม่ รอฟื้นฟูใหม่ ทุกๆครั้งที่เราจะเจอพายุไต้ฝุ่นแบบไห่เยี่ยนที่จะมาทำลายตึกรามบ้านช่อง และชีวิตของพวกเราแบบนี้หรือ?

ฉันพอแล้วกับการรอ ฉันไม่ต้องการเห็นโลกทั้งใบพังทลายไปต่อหน้าต่อตาฉันอีกต่อไปแล้ว และฉันก็ไม่อยากนึกว่าจะเป็นอย่างไรหากลูกหลานของฉัน จะต้องแบกรับความทุกข์และความชอกช้ำจากสิ่งที่ครอบครัวของพวกเขาต้องเจอ บ้าน อาคาร และความเป็นอยู่สามารถสร้างใหม่ได้ แต่ไม่ว่าจะใช้เงินมากเท่าไหร่ ก็ไม่มีวันจะคืนชีวิตให้กับเหยื่อพันๆคน และความสับสนในจิตใจ ที่เกิดจากภัยพิบัติอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ได้ เรารอดจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว ถึงเวลาที่เราจะทำอะไร นอกเหนือจากแค่ปรับตัวและอดทน ถึงไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนจะเปลี่ยนชีวิตเรา เปลี่ยนหลักการใช้ชีวิต เปลี่ยนการให้ความสำคัญต่อสิ่งต่างๆในชีวิตเรา แต่เราจำเป็นจะต้องมีสิ่งนั้น เหมือนกับหนอนผีเสื้อที่ต้องผ่านการเป็นดักแด้ และลอกคราบออกมา มันต้องทนเจ็บเพื่อที่จะได้กลายเป็นผีเสื้อที่สวยงาม เราได้เรียนรู้แล้วว่าถึงแม้การยอมรับการเปลี่ยนแปลงจะหนักหนามากสำหรับเรา แต่มันคุ้มค่ากับความเจ็บปวดแน่นอน

ชาวเมืองทาโคลบันรอคอยที่สนามบิน เพื่อที่จะขึ้นเครื่องบิน C130 เพื่อไปมะนิลา เสบียง โดยเฉพาะน้ำดื่ม ขาดแคลนมากในช่วงสี่วันหลังจากประสบภัย ผู้คนมากมายจึงต้องการจะออกจากพื้นที่

มันต้องอาศัยคลื่นและลมพัดที่รุนแรงและเกรี้ยวกราดสามครั้ง ที่ได้กวาดล้างบ้านเกิดเราจนราบคาบ กว่า 10,000 ชีวิต ที่เสียไปและอีก 14 ล้านคน ไม่มีที่อยู่ ถึงจะทำให้ทั้งโลกตระหนักถึงความใกล้ตัวของวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นเวลานานมากแล้วที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเพียงแค่การศึกษาทางทฤษฎีและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เมื่อไห่เยี่ยนแผ่ความบ้าคลั่งของมันออกมา และเราถูกเปลื้องออกจากทุกอย่างที่เคยมีและเคยเป็น มันทำให้เรารู้ว่าประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ยืดเยื้อนี้กำลังคุกคามเรา และยังมีค่าที่เราจะต้องจ่ายให้กับมัน ซึ่งไม่ใช่น้อยๆเลย ไห่เยี่ยนเป็นตัวอย่างของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลขและสถิติ แต่มันเกี่ยวข้องกับเรา คนทุกคน

หายนะทางสภาพอากาศเป็นของจริง เหมือนกับการที่พ่อคนหนึ่งตื่นขึ้นมาทุกเช้าเพื่อหล่อเลี้ยงครอบครัวมาทั้งชีวิต เพียงเพื่อในวันหนึ่งจะพบว่าชีวิตของเขาไม่เหลืออะไรแล้ว จริงเหมือนกับผู้เป็นแม่ที่ได้แต่แบกรับความเจ็บปวดรวดร้าว จากการค้นหาสามีที่หายไปมาทั้งวัน และนอนหลับข้างๆกับร่างไร้ชีวิตของลูกๆของเธอทั้งคืน จริงเหมือนกับเด็กคนหนึ่งที่มีตัวตน ที่กำลังตั้งตารอคอยการศึกษาของตน เพียงเพื่อจะพบว่าโรงเรียนได้พังเสียหายไปแล้ว และเขาไม่สามารถจะเรียนต่อได้อีกต่อไป หายนะทางสภาพอากาศนี้จริงพอๆกับครอบครัวหลายพันที่ต้องสูญเสียบ้านและความเป็นอยู่ไป จนถึงในขณะนี้ที่ยังต้องอาศัยในบ้านชั่วคราว ดิ้นรนเพื่อที่จะมีชีวิตรอดด้วยอาหารและน้ำที่มีไม่เพียงพอ จริงเหมือนกับหลายพันชีวิตที่เสียไป ทั้งที่นับได้และนับไม่ได้ จริงเหมือนกับผู้รอดชีวิตที่เสียครอบครัวของพวกเขาไปพร้อมๆกับความฝันและจุดมุ่งหมายในชีวิต หายนะทางสภาพภูมิอากาศนี้จริงเหมือนกับชาวฟิลิปปินส์ที่พยายามจะปรับตัวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นมาตลอดทั้งชีวิต ที่ตอนนี้กำลังยืนหยัดเพื่อขัดขวางและต่อสู้สำหรับสิทธิมนุษยชนของตนเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด และดีต่อสุขภาพ สิทธิที่จะมีชีวิตที่สงบและมีคุณภาพ โดยไม่ต้องกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในวันก่อนครบรอบสามปี ซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนผู้คนจากทาโคลบันร่วมกันจุดเทียนเป็นข้อความว่า "Climate Justice"

ไห่เยี่ยนนั้นเป็นหายนะ มันเป็นพายุไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยถูกบันทึกมาในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปเรื่องความกล้าหาญและความเข้มแข็ง สามารถลุกกลับขึ้นมาอีกครั้งได้ แน่นอนว่าการที่ทั้งโลกหันมาให้ความช่วยเหลือ และธรรมชาติในการปรับตัวที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรม สามารถดันตัวเราให้ไปข้างหน้าได้ ถึงแม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่คาดไม่ถึงมาก่อน อย่างไรก็ตาม คำถามที่แท้จริงคือ เราจะยังคงรอให้เกิดเหตุการณ์แบบไห่เยี่ยนอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มทำอะไรใช่ไหม? ฉันอยากให้ผู้คนตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในซีกโลกฝั่งของเรา และการตัดสินใจในวันนี้ของเรา จะส่งผลต่อการตัดสินใจของคนรุ่นต่อๆไปเช่นกัน เรามีโลกแค่เพียงใบเดียว บ้านหลังเดียว อย่ามัวแต่เพิกเฉยกับมันอีกเลย

นี่ไม่ใช่เป็นเพียงเวลาที่ดีสำหรับชาวฟิลิปปินส์ที่จะได้เป็นที่รู้จักในนามของผู้ประสบภัยจากโศกนาฏกรรมนี้ เราควรจะพิสูจน์ให้โลก และที่สำคัญกับตัวเราเอง ให้รู้ว่าถึงแม้เราจะไม่เหลืออะไร นอกจากความชอกช้ำจากบ้านที่ถูกทำให้เสียหาย ความเป็นอยู่ที่แตกสลาย และความตาย เรื่องของพวกเราไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ ทุกๆบาดแผลและร่องรอยบุบสลาย แสดงให้เห็นถึงการดิ้นรนต่อสู้ ทุกรอยบอบช้ำและแผลเป็น ทำให้เรารู้ว่าเราจะเกิดใหม่อีกครั้งได้อย่างไร พายุอาจจะทำให้หัวใจเราแตกสลายอย่างยากที่จะอธิบาย แต่มันก็กล่อมเกลาเรา และให้ความสามารถในการฟื้นฟูตนเองกับเรา เพื่อจะดำเนินเรื่องราวชีวิตของเราต่อไป และทำให้ชีวิตน่าภาคภูมิใจยิ่งไปกว่าเดิม

โจอันนา ซัสเทนโต ซ้ายสุด

โจอันนา ซัสเทนโต เป็นแนวหน้าของชาวทาโคลบัน ที่พยายามจะเข้าใจหายนะไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน และใช้เสียงของพวกเขาในการเรียกร้องถึงความเป็นธรรมเรื่องสภาพภูมิอากาศ ในปี 2556 เธอและพี่ชายที่ชื่อ จูเลียส สูญเสียครอบครัวไปอย่างฉับพลันจากพายุลูกนั้น


 ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่